เซียวเจียวเจียวเอ่อคลอหยาดน้ำตา มองไปยังจวินเฉินอวี้ ยามนี้นางกำลังเอนกายอยู่ในอ้อมพระอุระของฮ่องเต้ ย่อมปลาบปลื้มใจเป็นธรรมดา
เพราะจักรพรรดิผู้กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตาย ซึ่งผู้คนต่างหวาดกลัวพระองค์ผู้นี้ บัดนี้กลับทรงให้ความสำคัญกับนางมากที่สุด
สนมคนโปรดอะไรกัน ขอเพียงนางเข้าวังมา สตรีทุกคนก็ต้องหลีกทางให้นาง
จวินเฉินอวี้ทอดพระเนตรเวินอวิ๋นเหมียนที่ดูราวกับถูกทำให้ตกใจ สุดท้ายพระองค์ก็ยังตรัสด้วยสุรเสียงขรึม มิได้ทอดพระเนตรนางด้วยสายตาเย็นชาอีก เพียงตรัสถามว่า “เมื่อครู่เหตุใดเจ้าจึงผลักนาง?”
พระองค์คิดว่า ขอเพียงนางกล่าวว่าตนไม่ควรทำเช่นนั้น พระองค์ก็จะไม่เอาความอีก
ภายนอกเวินอวิ๋นเหมียนมีท่าทีหวาดหวั่น ทว่าในใจกลับไม่มีความกลัวแม้แต่น้อย
นางเงยหน้าขึ้นอย่างดื้อรั้น มองจักรพรรดิผู้เปี่ยมด้วยอำนาจและบารมีเบื้องหน้า แล้วฝืนเค้นเสียงสะอื้นออกมา
“ฮ่องเต้ เมื่อครู่เป็นอี้กุ้ยเหรินที่ดึงหม่อมฉันเอง มิใช่หม่อมฉันผลักนาง...”
ในดวงตาของเวินอวิ๋นเหมียนมีแววคาดหวังต่อจวินเฉินอวี้ นางจงใจแสดงให้พระองค์เห็นอย่างชัดเจน
จวินเฉินอวี้มักใจอ่อนกับเวินอวิ๋นเหมียนอย่างบอกไม่ถูก ทว่ายามนี้ในพระทัยกลับมีโทสะมากกว่า
ขอเพียงนางยอมรับผิด พระองค์ก็ไม่อาจทำใจลงโทษนางได้ แล้วเหตุใดนางจึงต้องแก้ตัวเช่นนี้ด้วย?
“พระสนมเหวี่ยน เจ้าจำเป็นต้องบิดเบือนความจริงเช่นนี้หรือ? เมื่อครู่เราเห็นกับตาว่าเจ้าลงมือผลักอี้กุ้ยเหริน หากเราไม่ประคองนางไว้ทัน ยามนี้นางคงตกลงไปแล้ว”
ด้านนอกตำหนักฉินเจิ้ง บรรดาข้ารับใช้ในวังต่างพากันกลั้นหายใจ จักรพรรดิกริ้วเช่นนี้ ใครเล่าจะกล้าหาเรื่องใส่ตัวในยามนี้
“กลั่นแกล้งอี้กุ้ยเหรินแล้วยังไม่ยอมรับผิด นับแต่วันนี้กลับไปตำหนักเหยาหวา ปิดประตูสำนึกผิด”
