เวลานั้น ท่านกงกงลู่เข้ามารายงาน “ฮ่องเต้ หมอหลวงหลิ่วจากตำหนักเสียนเฟยขอเข้าเฝ้า”
จวินเฉินอวี้ขมวดคิ้ว “ให้เข้ามา”
เวินอวิ๋นเหมียนยกมุมปาก เสียนเฟยถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนัก ทั้งยังอ้างเหตุผลว่าเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่เมิ่งชุนหัวนำโรคระบาดติดตัวมาคราวก่อน บัดนี้ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว คิดจะลงมือแล้ว
หมอหลวงหลิ่วเข้ามา คารวะอย่างนอบน้อมก่อนกล่าว “กราบทูลฮ่องเต้ หลังจากพระองค์เสด็จออกจากวังคราวก่อน คนจากจวนโหวย่งอี้ไปพบพระสนมหยวนเฟย แต่คาดไม่ถึงว่าจะติดโรคระบาด เสียนเฟยเกรงว่าคนในวังจะไม่ปลอดภัย จึงกักบริเวณพระสนมหยวนเฟยและฉินผินตามคำแนะนำของพวกนางพ่ะย่ะค่ะ”
“บัดนี้เสียนเฟยอยู่ในตำหนักเพียงลำพัง อีกทั้งได้ยินว่าฮองเฮาและพระสนมหยวนเฟยให้กำเนิดพระโอรสแล้ว ในใจก็อดเศร้าโศกมิได้ จึงล้มป่วยพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมเห็นว่าอารมณ์ของเสียนเฟยส่งผลต่อสุขภาพ ร่างกายซูบผอมลงทุกวัน จึงบังอาจมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ”
หางตาของเวินอวิ๋นเหมียนยกขึ้นเล็กน้อย นางรู้ว่าคราวก่อนปี้เยว่เข้าไปกราบทูลฮ่องเต้ มิได้บอกว่าผู้ที่ส่งเมิ่งชุนหัวเข้าวังมาคือเสียนเฟย
เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องผึ้งพิษทำร้ายไทเฮากับฮองเฮา หรือเรื่องเมิ่งชุนหัวเข้าวัง หลักฐานล้วนถูกทำลายจนสิ้น
เมื่อไร้หลักฐาน หากกราบทูลฮ่องเต้ไป ก็อาจถูกใส่ร้ายกลับได้
เสียนเฟยฉลาด ทั้งยังมีความสามารถไม่ด้อยไปกว่านาง เวินอวิ๋นเหมียนจึงไม่คิดว่าตนจะอาศัยเรื่องคราวนี้กักขังเสียนเฟยไว้ได้ตลอดไป
เป็นดังที่คิด เมื่อจวินเฉินอวี้ได้ยินก็เอ่ยว่า “หากเสียนเฟยมิได้ติดโรคระบาด ก็ปลดการกักบริเวณเสีย ให้จางเม่ยตรวจร่างกายองค์ชายใหญ่แล้วพามาเลี้ยงดูข้างกายเรา”
จวินเฉินอวี้รู้ว่าตระกูลเฉียวมีใจคิดกบฏ ย่อมต้องคิดใช้พระโอรสของเขาก่อการล่วงเกินเบื้องสูง
