“เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ?”
กงกงหมิงรีบก้าวเข้ามา แล้วเล่าเรื่องที่พบเห็นให้เวินอวิ๋นเหมียนฟังทั้งหมด
เวินอวิ๋นเหมียนฟังแล้วก็ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด “พวกนางทนรอไม่ไหวกันแล้วจริง ๆ”
กงกงหมิงมีสีหน้าเคร่งขรึม “เป็นความผิดของบ่าวเองที่พบเห็นช้าไป บัดนี้เกรงว่า…”
เวินอวิ๋นเหมียนนิ่งคิดครู่หนึ่ง “เข้ามา ข้ามีเรื่องจะกำชับเจ้า”
กงกงหมิงรีบโน้มกายเข้าไปหา
เวินอวิ๋นเหมียนบอกแผนการทั้งหมดแก่เขา ครั้นกงกงหมิงฟังจบก็รีบขานรับ “พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้”
เวินอวิ๋นเหมียนมิได้รั้งรออีก พาอวิ๋นเฟยไปยังหอเฟยอู่ พร้อมกำชับอวิ๋นหย่างว่า “วรยุทธ์เจ้าดี คอยจับตาความเคลื่อนไหวในวังอย่างลับ ๆ หากมีเรื่องใดให้รีบมาบอกข้า”
“เพคะ บ่าวจำไว้แล้ว”
คืนส่งท้ายปีเก่าครึกครื้นยิ่งนัก
……
พริบตาเดียวก็ล่วงถึงสามวันถัดมา ในงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่า บรรดาเฟยผินต่างเตรียมตัวออกไปร่วมงานกันตั้งแต่เช้าตรู่
วันนี้ทั่วทั้งวังหลวงต่างวุ่นวายขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นห้องเครื่องหรือหน่วยราชการ แม้แต่ตำหนักทั้งหกฝ่ายตะวันออกและตะวันตก ก็มีขันทีและนางกำนัลวิ่งวุ่นอยู่ทุกหนแห่ง
จนกระทั่งยามค่ำของวันนั้น โคมไฟสว่างไสวไปทั่ว พระตำหนักเก้าหงส์อันสูงตระหง่านมีเสาสีชาดแกะสลักลวดลายมังกรและหงส์ ประดับไข่มุกเม็ดงามที่แขวนสูงระย้า
บนโต๊ะจัดเลี้ยง ภาชนะทองคำวิจิตรบรรจุอาหารเลิศรสจากขุนเขาและท้องทะเลจนเต็ม
เสียงดนตรีจากเครื่องสายและเครื่องเป่าดังกังวานชวนมึนเมา ภายในวังหลวงประหนึ่งใต้หล้า ทั้งหรูหราฟุ้งเฟ้อและรุ่งเรืองโอ่อ่า ชวนให้ผู้คนลุ่มหลงมัวเมา
เมื่อถึงเวลา ประตูวังก็เปิดออก บรรดาขุนนางและฮูหยินผู้ได้รับพระราชทานยศต่างพากันเข้าวังมาร่วมงาน
