แคว้นเหนือ โรงเตี๊ยมเมืองม่อ
เยว่เฮ่อกุยยืนอยู่ริมระเบียงโรงเตี๊ยมด้วยใจร้อนรน ช่วงที่ผ่านมาเขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อพาพี่ชายกลับมา ทว่าอีกฝ่ายก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้น
แม้แต่หมอหลวงแห่งแคว้นเหนือก็เดินทางจากเมืองเยว่มาถึงที่นี่ ระหว่างทางยังทุ่มเทรักษาพี่ชายอย่างสุดกำลัง ทว่าผลที่ได้กลับมีเพียงน้อยนิด
เขามองจันทร์เหนือศีรษะ แววตาเต็มไปด้วยความอ้างว้าง
มู่หรงเย่เดินเข้ามา ตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วถามว่า “เหตุใดมายืนอยู่ตรงนี้คนเดียว”
เยว่เฮ่อกุยได้สติกลับคืนมา “หานอินเล่า”
“ยังอยู่ในห้อง ไม่กินไม่ดื่ม”
เยว่เฮ่อกุยนิ่งเงียบ เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าหานอินจะถลำลึกถึงเพียงนั้น บัดนี้เมื่อรู้ว่าฉินเจาคือเยว่เสวียนกุย พี่ชายของพวกเขา นางย่อมไม่อาจยอมรับได้
“ปล่อยให้นางอยู่ตามลำพัง สงบสติอารมณ์สักพักเถิด” เยว่เฮ่อกุยวางแขนพาดราวระเบียง ดวงตาไม่เผยให้เห็นว่ากำลังคิดสิ่งใด
มู่หรงเย่ยืนอยู่ข้างกายเขา ส่งไหสุราให้ “สุราซังลั่วของแคว้นเรา”
เยว่เฮ่อกุยรับมา “บัดนี้พี่ใหญ่ได้รับความช่วยเหลือจากฮ่องเต้เทียนเฉา ทั้งยังได้เสบียงกับกองทัพมาไม่น้อย พวกเราหนีทัพเพื่อพี่ชาย จักรพรรดิซู่คงไม่พอพระทัยเป็นแน่ คราวนี้กลับเมืองเยว่ ไม่รู้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดขึ้นบ้าง”
มู่หรงเย่ขมวดคิ้ว “สายลับรายงานว่า ฮ่องเต้แคว้นเยว่ประชวรหนักจนเกือบสิ้นพระชนม์มาหลายคราแล้ว หลายวันมานี้เหนียงเหนียงในวังหลังต่างเฝ้าอยู่ข้างพระวรกาย องค์ชายใหญ่ยังส่งทหารไปประจำการที่ตำหนักจันทรา อ้างว่าเพื่อถวายอารักขาฮ่องเต้ พวกเราต้องเร่งกลับไปให้เร็วที่สุด”
“บัดนี้ทั่วหล้าปั่นป่วนด้วยไฟสงคราม เทียนเฉาเป็นมหาอำนาจฝ่ายหนึ่ง ย่อมต้องกลืนกินแคว้นรอบด้าน ตีเยว่ล่มสลายไปแล้ว ส่วนแคว้นเหนือของเราก็ตกอยู่ในความวุ่นวายภายใน หากพี่ชายฟื้นขึ้นมาได้ก็คงดี”
