แววตาของจวินเฉินอวี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย “ข้อเท้าเจ็บหนักหรือ?”
วันนั้นเมื่อเห็นเหมียนเอ๋อร์ลงจากม้า แม้จะเดินลำบากอยู่บ้าง แต่จวินเฉินอวี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
ในเวลานั้นใจของเขาจดจ่ออยู่กับหนิงซวงเสวี่ย จึงคิดว่าเหมียนเอ๋อร์เพียงแค่เดินจนเมื่อยเท้า พักสักหน่อยก็คงหาย
อีกทั้งเขารู้มาโดยตลอดว่าหลังจากเหมียนเอ๋อร์คลอดบุตร ร่างกายก็เย็นกว่าปกติ ไม่อาจถูกความเย็นได้เป็นเวลานาน
ครานี้เมื่อได้ยินฉินเจาเอ่ยถึงเรื่องนี้ แม้ในใจจวินเฉินอวี้จะรู้สึกขมขื่นยิ่งนัก แต่เขาก็ได้สติขึ้นมา
เขาลืมเรื่องที่ร่างกายเหมียนเอ๋อร์เย็นกว่าปกติและไม่อาจถูกความเย็นได้อย่างไร เหตุใดจึงปล่อยให้นางฝ่าลมหนาวและหิมะเช่นนั้นเข้าไปในหุบเขาลึก
ทั้งยังพักอยู่ที่นั่นตลอดทั้งคืน กว่าจะกลับมาก็เป็นวันถัดไป
จวินเฉินอวี้รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
แต่เขายังคงทำสีหน้าเย็นชา “กุ้ยเฟยของเจิ้นบาดเจ็บ เจ้ากลับรู้ก่อนเจิ้นเสียอีก ดูท่าในใจเจ้ายังคงห่วงใยและใส่ใจกุ้ยเฟยไม่น้อย”
ยามนี้จวินเฉินอวี้ไม่ได้หึงหวงถึงเพียงนั้นแล้ว เพราะเขามั่นใจว่าเหมียนเอ๋อร์รักเขา
คืนนั้นเหมียนเอ๋อร์บอกเขาอย่างชัดเจนแล้ว
ดังนั้นในสายตาเขา ฉินเจาเพียงแค่หมายปองกุ้ยเฟยอยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้น
ฉินเจามองจวินเฉินอวี้อย่างเย็นชา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ “มิใช่เพราะกระหม่อมห่วงใยกุ้ยเฟย แต่เรื่องนี้ผู้คนต่างรู้กันทั่ว หรือฮ่องเต้ไม่ทรงทราบว่าซู่ขุยกับเสวี่ยขุยซึ่งอยู่ข้างกายกุ้ยเฟยเหนียงเหนียง ไปเชิญหมอหลวงมาดูอาการบาดเจ็บของเหนียงเหนียงหลายครั้งตั้งแต่เมื่อวานแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ทว่าหมอหลวงกลับเอาแต่ต้มยาให้สตรีที่ฮ่องเต้ทรงห่วงใย ไม่ไยดีและบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาดูอาการบาดเจ็บของกุ้ยเฟย”
