ฮุ่ยฉางจ้ายกับเฉินกุ้ยเหรินออกมาจากตำหนักไท่เหอ
ฮุ่ยฉางจ้ายแค่นเสียงเย็นชา “ว่านกุ้ยเหรินช่างมีวาสนาดีนัก เพียงมีใบหน้างามก็รักษาความมั่งคั่งและเกียรติยศไว้ได้ หากข้ามีใบหน้าเช่นนาง คงได้รับความโปรดปรานยิ่งกว่านี้เป็นแน่”
เมื่อครั้งเข้าวัง บิดาของนางก็ให้คนไปสืบประวัติผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าวังแล้ว นอกจากเว่ยกุ้ยเหรินผู้มีชาติกำเนิดสูงส่ง ซึ่งนางไม่กล้าเปรียบเทียบด้วย สตรีคนอื่นล้วนไม่อยู่ในสายตา ใครจะคาดคิดว่าจะได้พบเวินอวิ๋นเหมียนผู้มีโฉมงามเลิศล้ำเช่นนี้!
เฉินกุ้ยเหรินเป็นคนเก่าแก่จากตำหนักรองยามยังมิได้ขึ้นครองบัลลังก์ ในวังนางเป็นเพียงคนไร้ตัวตน จึงยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างสงบ “จะโทษใครได้เล่า ในเมื่ออีกฝ่ายมีของล้ำค่าอยู่ก่อนแล้ว”
ขณะกำลังพูด ฮุ่ยฉางจ้ายก็ถูกเวินเล่อเยียนที่ใจลอยเดินชนเข้า เกือบทำให้นางล้มลง
เดิมทีฮุ่ยฉางจ้ายยังระมัดระวัง คิดว่าเป็นพระสนมที่มีตำแหน่งสูงกว่า
ใครจะคิดว่าเมื่อหันไปเห็นเวินเล่อเยียน สีหน้าของฮุ่ยฉางจ้ายพลันเปลี่ยนไป “อ้าว ที่แท้ก็เล่อตาอิ้งผู้ไม่ได้รับความโปรดปรานนี่เอง เป็นอย่างไร เดินไม่ดูทางหรือไร?”
เวินเล่อเยียนฝืนข่มอารมณ์ ยอบกายคำนับ “คารวะเฉินกุ้ยเหริน ฮุ่ยฉางจ้าย”
“เสแสร้งเสียจริง” ฮุ่ยฉางจ้ายเย้ยหยันอย่างเย็นชา นางไม่กล้าทำอะไรเวินอวิ๋นเหมียน แต่เล่อตาอิ้งกับว่านกุ้ยเหรินต่างก็เป็นสตรีสกุลเวิน จึงกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของนาง
“เป็นบุตรีสกุลเวินเหมือนกันแท้ ๆ เหตุใดพี่สาวของเจ้าถึงเพิ่งเข้าวังก็ได้รับพระราชทานนามตำแหน่ง ทั้งยังเลื่อนขั้นอีก ส่วนเจ้ายังเงียบเชียบไร้ชื่อเสียงจนถึงบัดนี้ ความแตกต่างระหว่างพี่น้องช่างมากมายเสียจริง”
เวินเล่อเยียนโกรธจนแทบคลั่ง แต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงจิกเล็บลงบนฝ่ามือแน่น
สักวันหนึ่ง นางจะคืนความอัปยศที่ได้รับให้เวินอวิ๋นเหมียนนังแพศยานั่นเป็นทวีคูณ!
หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเอาแต่เสวยสุขกับความรุ่งโรจน์ของตน ไม่รู้จักช่วยเหลือนาง ให้มีโอกาสปรากฏตัวต่อหน้าฮ่องเต้อยู่บ่อยครั้ง นางจะถูกนังแพศยาพวกนี้เหยียดหยามได้อย่างไร!
