ยามเย็น ชิวขุยก็แอบลอบออกจากตำหนักเหยียนซีกลับมายังศาลามู่ตาน
คนของตำหนักเหยียนซีสืบรู้ว่า เวินอวิ๋นเหมียนพาชิวขุยไปเข้าเฝ้าฮองเฮาที่ตำหนักเฟิ่งอี๋
เมื่อได้ยินว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงสนมซู ฮองเฮาจึงมีรับสั่งเรียกสนมซูมาทันที
สนมซูจงใจมาสายไปครึ่งชั่วยาม
เมื่อจางฝูไห่มาถึง เขาก็แอบพยักหน้าให้สนมซู นางจึงหันไปมองฮองเฮา
“ไม่ทราบว่าฮองเฮาทรงเรียกหม่อมฉันมาในยามนี้ มีเรื่องสำคัญอันใดหรือเพคะ”
ขณะกล่าว ดวงตางามของสนมซูก็กวาดมองเวินอวิ๋นเหมียนอย่างเย็นชา ก่อนเลิกคิ้วท้าทาย
เวินอวิ๋นเหมียนทำเป็นไม่เห็น
ฮองเฮาทอดพระเนตรชิวขุยที่คุกเข่าอยู่บนพื้น แล้วตวัดสายพระเนตรเย็นชาไปยังสนมซู “เมื่อครู่ว่านกุ้ยเหรินพาชิวขุยมาที่นี่ นางกล่าวว่าบังเอิญพบชิวขุยทำตัวลับๆ ล่อๆ ในวัง จึงจับมาสอบสวน แล้วถึงรู้ว่านางเป็นคนที่เจ้าส่งมา เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่”
สนมซูหัวเราะเยาะ พลางยกมือลูบมงกุฎหยกสีเขียวอันล้ำค่าของตน “ไม่คิดเลยว่าเปิ่นกงอยู่ดีๆ ในตำหนักเหยียนซี ยังจะถูกใส่ร้ายเช่นนี้ได้ ว่านกุ้ยเหริน เจ้าบอกว่าเปิ่นกงสั่งให้ชิวขุยมาทำร้ายเจ้า มีหลักฐานหรือ”
เวินอวิ๋นเหมียนยอบกายเล็กน้อย “เรื่องราวเป็นมาอย่างไร ให้ชิวขุยเป็นผู้เล่าเองจะดีกว่าเพคะ”
แม้ฮองเฮาจะมิได้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเวินอวิ๋นเหมียนนัก แต่ก็ทรงทราบว่านางมิใช่คนหุนหันพลันแล่น คิดว่าเรื่องนี้คงเกี่ยวพันไม่น้อย
สนมซูลูบขมับอย่างเกียจคร้าน “พอดีคืนนี้ฮ่องเต้จะประทับที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ ฮองเฮาไม่เชิญฮ่องเต้มาทรงตัดสินเรื่องนี้เสียเลยหรือเพคะ”
ฮองเฮาส่งสายพระเนตรให้ซั่วชุน “ไปเชิญฮ่องเต้มาก่อน”
