ฉินซ่างเซวียนสัมผัสได้ถึงจิตสังหารในดวงตาพี่ชาย จึงตกใจจนถอยกรูดไปด้านหลัง
เขาลืมไปได้อย่างไรว่าเส้นสายของพี่ชายแผ่ไปทั่วทุกหนแห่ง เขาคิดจะมาที่ตำหนักพักแรมเพื่อฟ้องร้องพี่ชาย ทว่าตั้งแต่ก้าวออกจากจวนกั๋วกงจนมาถึงตำหนักพักแรม ทุกอย่างกลับราบรื่นไร้อุปสรรค...
ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือ ฉินเจารู้เรื่องนี้แต่แรกแล้ว และกำลังรอให้เขาเดินมาติดกับด้วยตนเอง
ในใจเขาผุดความคิดขึ้นมาเพียงอย่างเดียว
เขาจบสิ้นแล้ว...
เห็นฉินซ่างเซวียนพูดไม่ออก ฉินเจาก็เลิกคิ้วอย่างเย้ยหยัน ก่อนสั่งเซียวอิ่งว่า “พาตัวกลับไป ดูแลให้ดี”
“อื้อ ๆ!” ฉินซ่างเซวียนดิ้นรนไม่ยอมไป เซียวอิ่งมองเจ้านาย เห็นอีกฝ่ายไม่สนใจแม้แต่น้อย ก็เข้าใจได้ทันที
จากนั้นเขาฟาดสันมือใส่ฉินซ่างเซวียนจนสลบ แล้วแบกร่างคนกลับไป
หนีอวี้เหิงมองจนตาค้าง แต่แล้วก็พลันใจหาย รีบเดินเข้ามากล่าวอย่างนอบน้อมว่า “คารวะท่านอ๋อง ไม่ทราบว่าท่านอ๋องพอจะมีเวลาหรือไม่ กระหม่อมมีเรื่องอยากพูดกับท่านอ๋องตามลำพัง”
ฉินเจาเหลือบมองอย่างเย็นชาไปยังชายที่กอดหีบเหล็กบุบเสียหายไปครึ่งหนึ่ง ดูราวกับบัณฑิตเจ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอก “บัดนี้ใครต่อใครก็มีสิทธิ์มาพูดกับข้าแล้วหรือ?”
ขันทีน้อยใจหดเกร็ง รีบโน้มกายเตรียมเตือนหนีอวี้เหิง
นี่คือติ้งชินอ๋องที่เหล่าขุนนางหวาดกลัว มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่สยบได้ เขาเป็นแค่หมอหลวง เหตุใดถึงพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างคนไม่รู้จักกลัวตายเช่นนั้น? ไม่รักชีวิตแล้วหรือ?
