เวินเล่อเยียนนิ่งงัน ไม่รู้เป็นเพราะแววตาคมกริบของเวินอวิ๋นเหมียนหรือไม่ นางถึงไม่กล้าโต้แย้งคำพูดของอีกฝ่ายซึ่งหน้า
“ได้ ในเมื่อเจ้าปกป้องตระกูลกู้ถึงเพียงนี้ ก็อย่าหาว่าท่านพ่อไม่ไว้หน้า!”
เวินเล่อเยียนหน้าหนา หยิบหนังสือฉบับหนึ่งออกมา “ท่านพ่อหมายจะไขว่คว้าตำแหน่งขุนนาง ส่วนเจ้าก็เป็นที่โปรดปรานต่อหน้าฮ่องเต้ที่สุด หากเจ้ารับปากช่วยท่านพ่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ เรื่องนี้ท่านพ่อก็จะไม่เอาความ”
“หากเจ้าไม่ยินยอม นับแต่นี้ไปเจ้าก็เป็นว่านกุ้ยเหรินของเจ้า ส่วนจวนโหวไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าอีก หนังสือแยกขาดจากตระกูลฉบับนี้มีตราประทับทางการครบถ้วน”
เวินอวิ๋นเหมียนมองหนังสือที่ยื่นมาตรงหน้า มุมปากแต้มรอยยิ้มลึกล้ำ “เจ้ามั่นใจหรือ?”
เวินเล่อเยียนยังคิดว่าเวินอวิ๋นเหมียนถูกข่มขวัญ จึงแค่นเสียงเย็นชา “แน่นอน นี่ก็เป็นความประสงค์ของท่านพ่อด้วย ว่านกุ้ยเหริน อย่าลืมว่าเจ้ามีโอกาสเข้าวังได้เพราะความดีความชอบทางการทหารของท่านพ่อ มิใช่เพราะตระกูลกู้ที่ตกอับ”
“หากเจ้าสละฐานะคุณหนูใหญ่แห่งจวนโหวเสีย ในวังก็จะไม่เหลืออะไรให้เจ้าอีก”
เวินอวิ๋นเหมียนไม่คิดเลยว่าเมื่อตนกระหายน้ำจะมีคนส่งน้ำมาให้ ยามง่วงงุนก็มีคนส่งหมอนมาให้ นางหยิบหนังสือขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว ฝนหมึกแล้วจับพู่กัน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะหลีกทางให้เจ้า นับแต่นี้จวนโหวไม่มีเวินอวิ๋นเหมียนอีกแล้ว ตำแหน่งบุตรีภรรยาเอก หากเจ้าต้องการก็ยกให้เจ้า”
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” เวินเล่อเยียนมองเวินอวิ๋นเหมียนอย่างตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าข่มขู่ไม่สำเร็จ นางกลับเป็นฝ่ายรีบร้อนตัดขาดจากจวนโหวเสียเอง
