จนใกล้ถึงเวลาปิดประตูวัง ขันทีน้อยก็เข้ามาทูลถาม “กุ้ยเฟยเหนียงเหนียง ไม่ทราบว่าฮูหยินกู้จะออกจากวังหรือไม่ ประตูวังกำลังจะลงกลอนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าเหี่ยวย่นของท่านยายตระกูลกู้เผยแววอาลัยวูบหนึ่ง “กุ้ยเฟยเหนียงเหนียง ทางฮ่องเต้ยังไม่มีพระราชโองการมา ตามธรรมเนียมแล้ว ข้ากับท่านป้าของเจ้าและเวยเวยไม่อาจอยู่ที่นี่ต่อได้ เช่นนั้นพวกเราคงต้องออกจากวังไปก่อน”
เวินอวิ๋นเหมียนฝืนกลั้นอารมณ์แล้วลุกขึ้น “ท่านย่า...”
ท่านยายตระกูลกู้ตบหลังมือเวินอวิ๋นเหมียนเบา ๆ พลางส่ายหน้า ส่งสายตาบอกนางว่า ต่อให้ไม่พอใจหรือมีอารมณ์คับแค้นเพียงใด ก็ห้ามเอ่ยวาจาล่วงเกินฮ่องเต้ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
ท่านป้าใหญ่จับมือเวินอวิ๋นเหมียนไว้ “เหนียงเหนียง เว่ยเจิงกับเว่ยอวี่กำลังจะเข้าสอบคัดเลือกขุนนางแล้ว หากได้อันดับดีในการสอบ และแสดงความสามารถโดดเด่นในรอบสอบต่อหน้าพระพักตร์ ตระกูลกู้ของเราย่อมรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ถึงเวลานั้นพวกเราต้องมีโอกาสเข้าวังอีกแน่”
เห็นหางตาของเวินอวิ๋นเหมียนชื้นน้ำตา ท่านยายตระกูลกู้จึงยกมือเช็ดให้นาง เอ่ยเสียงสะอื้นว่า “เด็กดี อย่าร้องไห้”
เวินอวิ๋นเหมียนอดกลั้นน้ำตา ก่อนจะยอมให้ขันทีน้อยพาคนไปส่งท่านย่าออกจากวังในที่สุด
เมื่อมองพวกนางจากไป แววตาของเวินอวิ๋นเหมียนก็เย็นเยียบ “พวกเราไปตำหนักจินหลวนกัน”
อวิ๋นหย่างกับอวิ๋นเฟยรีบตามไปเตรียมเกี้ยว
จังหวะนั้นเอง ขันทีน้อยคนหนึ่งพลั้งชนอวิ๋นเฟยเข้า
เกิดความโกลาหลขึ้นชั่วขณะ ในมืออวิ๋นเฟยกลับมีจดหมายแผ่นหนึ่งเพิ่มมา
อวิ๋นเฟยตกใจ แสร้งด่าขันทีน้อยไปสองสามคำ แล้วรีบเดินไปหาเวินอวิ๋นเหมียน
“เหนียงเหนียง มีจดหมายจากนอกวังเพคะ”
เวินอวิ๋นเหมียนฉงนใจ เปิดออกดูก็พบข้อความหนึ่งบรรทัด
