“ใช้รูปโฉมล่อลวงนาง ให้มาเป็นไส้ศึกของข้า ไม่ดีหรือ?” เยว่เฮ่อกุยหัวเราะเบา ๆ อย่างไร้ยางอาย
มู่หรงเย่ขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจพฤติกรรมเจ้าสำรวยเช่นนี้
แม้จะคิดเช่นนั้น เยว่เฮ่อกุยก็ยังกล่าวอย่างเกียจคร้านว่า “แต่คราวนี้คงยากอยู่บ้าง”
“รอบกายนางมีบุรุษรูปงามไม่ขาดเสียด้วย จุ๊ ๆ นับว่าท้าทายไม่น้อย”
มู่หรงเย่โยนผลไม้ลูกหนึ่งให้เขา “พอเถอะเจ้า มีเวลาขนาดนี้ก็ไปสืบดูเสียก่อนว่าติ้งชินอ๋องมีหน้าตาเช่นไร มิฉะนั้นเจ้าจะทำลายพันธมิตรระหว่างองค์ชายใหญ่กับเขาได้อย่างไร?”
เยว่เฮ่อกุยเอนกายพิงอย่างสบาย ๆ “เตรียมตัวไว้ เดือนหน้าจะเข้ากรุงไปร่วมงานถวายพระพร”
มู่หรงเย่รับคำ “องค์หญิงหานอินก็ต้องไปด้วย เพิ่มคนอีกคนดีหรือไม่?”
“ใคร?” เยว่เฮ่อกุยขมวดคิ้ว
เขาลุกขึ้นนั่ง “เพิ่มอะไร? เพิ่มความวุ่นวายหรือ?”
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจน้องสาวอย่างพี่ชายคนหนึ่ง
มู่หรงเย่ยกมุมปาก “อย่าพูดถึงองค์หญิงเช่นนั้นได้หรือไม่”
เยว่เฮ่อกุยแค่นเสียง “มีแต่เจ้าที่เห็นว่านางดี เจ้าก็จับนางยัดใส่กระเป๋าพกติดตัวไปเสีย จะได้ไม่ต้องเห็นแล้วรำคาญตาข้าพอดี”
มู่หรงเย่ยิ้ม “ก็ได้”
เยว่เฮ่อกุยทนสีหน้าหวานเลี่ยนของเขาไม่ไหว “เจ้าชอบน้องสาวข้าจริงหรือ?”
มู่หรงเย่ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่ได้หรือ?”
เยว่เฮ่อกุยส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “นางอัปลักษณ์เพียงนั้น รสนิยมของเจ้าเป็นอย่างไรกัน หรือเจ้ามองสิ่งต่าง ๆ ด้วยหู?”
“ไม่มีใครเคยบอกหรือว่าพวกเจ้าพี่น้องหน้าตาคล้ายกันมาก?” มู่หรงเย่จิบชาอย่างใจเย็น
สายตาของเยว่เฮ่อกุยแทบสังหารคนได้ “ไสหัวไป อย่ามาดูหมิ่นรูปโฉมข้า”
มู่หรงเย่หัวเราะ เพราะหานอินเองก็เดือดดาลทุกครั้งที่ได้ยินผู้อื่นบอกว่านางหน้าตาคล้ายเยว่เฮ่อกุย รู้สึกว่าคนเหล่านั้นกำลังดูหมิ่นนาง
……
เวินอวิ๋นเหมียนนั่งอยู่ในรถม้า คิดถึงบุตรชายหญิงตัวน้อยของนาง นับแต่ได้เป็นพระมารดา ทุกครั้งที่นึกถึงเจ้าก้อนแป้งน้อยน่ารักที่บ้าน ใจก็แทบจะโบยบินกลับไป
สู่ขุยรินชาให้เวินอวิ๋นเหมียน “เหนียงเหนียงกำลังเสียพระทัยเรื่องฮ่องเต้ประทับอยู่กับแม่นางแซ่หนิงหรือเพคะ?”
