เมื่อจวินเฉินอวี้จากไป คลื่นลมจึงสงบลงชั่วคราว
เวินอวิ๋นเหมียนสั่งให้คนติดตามซั่วชุน คุ้มกันฮองเฮากลับตำหนักเฟิ่งอี๋
พระสนมซูจ้องเวินอวิ๋นเหมียนด้วยสายตาเย็นเยียบ ดวงตาแดงก่ำ “ว่านกุ้ยเหริน วันนี้เจ้าคงได้ใจมากสินะ เปิ่นกงไม่เคยนึกเลยว่าวันหนึ่งจะพลาดท่าให้เจ้า! เจ้านี่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเสียจริง”
เวินอวิ๋นเหมียนยอบกายอย่างสงบนิ่ง “พระสนมซูชมเกินไปแล้ว หม่อมฉันมิกล้ารับคำชมนี้”
คำว่า ‘พระสนมซู’ ทิ่มแทงหัวใจนาง พระสนมซูไม่เคยนึกเลยว่าตนจะต้องอับอายจากการถูกลดตำแหน่งเช่นนี้
“สักวันเจ้าจะต้องเสียใจที่เป็นปรปักษ์กับเปิ่นกง”
เวินอวิ๋นเหมียนคลี่ยิ้มบาง
คลื่นลมในวังหลังสงบลงชั่วคราว เมื่อผู้คนแยกย้ายจนหมด เวินอวิ๋นเหมียนจึงสูดลมหายใจลึก ในที่สุดร่างกายที่เกร็งเขม็งก็ผ่อนคลายลง
อวิ๋นหย่างถูกกงกงหมิงควบคุมตัวไปแล้ว
อวิ๋นเฟยรีบประคองเวินอวิ๋นเหมียนให้นั่งลง ก่อนรินชาร้อนให้นาง “นายหญิงน้อยดื่มสักหน่อย จะได้คลายหนาว”
เวินอวิ๋นเหมียนประคองถ้วยชาร้อนไว้ ทว่าสายตากลับเย็นชาอย่างยิ่ง
อวิ๋นเฟยกล่าวอย่างหวาดหวั่นว่า “เมื่อครู่นายหญิงน้อยพูดกับพระสนมซู…พระสนมซูเช่นนั้น เกรงว่านางจะผูกใจเจ็บแล้ว”
แววตาเวินอวิ๋นเหมียนเย็นเยียบ “การแตกหักกับพระสนมซูเป็นสิ่งที่ข้าจำต้องทำ”
นี่คือสิ่งที่ฮองเฮาปรารถนาจะเห็น
และยังเป็นหนทางเอาชีวิตรอดของนางนับจากนี้ด้วย
อวิ๋นเฟยไม่ค่อยเข้าใจ “นายหญิงน้อย เหตุใดหรือ”
แววตาเวินอวิ๋นเหมียนลึกล้ำ ปลายนิ้วลูบไล้ความอุ่นจากถ้วยชา “คลื่นลมวันนี้ดูเผิน ๆ เหมือนพระสนมซูเป็นคนเริ่ม แต่แท้จริงแล้วฮองเฮาต่างหากที่คอยโหมกระพืออยู่เบื้องหลัง”
