จางเฉินไม่เคยได้ยินเฟิ่งหงเยี่ยนกับหลินเกอพูดถึงเรื่องนี้ จึงทำได้เพียงส่ายหน้า
“เพราะนี่เป็นการทดลองที่อาจารย์ผู้ก่อตั้งคิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน”
ฉินอู๋ซินวางถ้วยชาลง
“วิชาทะลุเส้นลมปราณทั่วไป ไม่อาศัยฤทธิ์โอสถก็ต้องค่อย ๆ ฝึกฝนไปทีละน้อย แต่คัมภีร์จื่อเฉาต่างออกไป มันยืมพลังแห่งฟ้าดิน ทั้งพลังยามรุ่งอรุณและอัสนีสวรรค์”
“ยามเช้าตรู่ พลังสีม่วงจากทิศตะวันออกจะปรากฏขึ้น อาศัยพลังหยางบริสุทธิ์สายแรกที่ฟ้าดินเพิ่งก่อกำเนิดมาหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณ ทำให้เส้นลมปราณเหนียวแน่นดุจเส้นไหม ยืดหยุ่นแต่ไม่ขาด”
“ยามดึก อัสนีฟาดลงมาจากฟากฟ้า อาศัยพลังอัสนีสวรรค์เปิดและขยายเส้นลมปราณ ใช้สายฟ้าชำระล้างเส้นลมปราณ จนเส้นลมปราณมีพลังอัสนีติดตัว”
“ทำซ้ำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะฝึกฝนจนเกิดเส้นลมปราณอัสนีจื่อเซียว”
ฉินอู๋ซินกล่าวเพียงไม่กี่ประโยค แต่จางเฉินกลับสัมผัสได้ถึงความหมายลึกล้ำในนั้น
“เมื่อเส้นลมปราณอัสนีจื่อเซียวก่อตัว เส้นลมปราณก็จะกลายเป็นอาวุธในตัวเอง ศิษย์สำนักเราชกหมัดราวกับอัสนีคำราม ฟาดกระบี่ว่องไวประหนึ่งสายฟ้า รากฐานแข็งแกร่งจนแทบไร้คู่ต่อกรในระดับเดียวกัน นี่เป็นเพียงความพิเศษของขั้นทะลุเส้นลมปราณเท่านั้น เมื่อถึงขั้นรวมปราณและขั้นกำเนิดฟ้า ก็ยังมีความลึกลับอีกมากมาย หากวันหนึ่งเจ้าบรรลุขั้นปรมาจารย์ การหลอมรวมวิชาอิทธิฤทธิ์ที่เหมาะกับตนเองก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ นี่แหละคือเหตุผลที่คัมภีร์จื่อเฉาถูกจัดเป็นวิชาระดับสวรรค์ชั้นยอด”
จางเฉินตั้งใจฟังจนจบ
จากนั้นเขาก็ถามขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ตอนนั้นอาจารย์ผู้ก่อตั้งคิดได้ยังไงว่าจะใช้สายฟ้าผ่าเส้นลมปราณตัวเอง?”
ฉินอู๋ซิน: ...
เสียงของฟางซ่วยลอยมาจากนอกวิหาร “เพราะเขาเป็นคนบ้า”
ฉินอู๋ซินมองไปทางประตูวิหารอย่างจนใจ
“ถึงคำพูดของอาจารย์อารองจะหยาบคายไปหน่อย แต่ก็ประมาณนั้น อาจารย์ผู้ก่อตั้งเป็นคนไม่ยึดติดกับกรอบจริง ๆ”
