ทันทีที่พลังงานไหลเข้าสู่ร่าง จางเฉินก็ยืนนิ่งค้างไปทั้งตัว
ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ผุดขึ้นมา
ราวกับมีเข็มทองคำที่ถูกเผาจนแดงนับไม่ถ้วนทิ่มแทงออกมาจากส่วนลึกของไขกระดูก แล้วแทงย้อนกลับเข้าไปอีกครั้ง
กระดูกทุกชิ้นกำลังสั่นสะเทือนและจัดเรียงใหม่
เขาได้ยินเสียงหนึ่ง
ไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู
แต่เป็นเสียงที่ดังออกมาจากกระดูก
เสียงทองหยกกระทบกันกังวาน
ดุจเสียงระฆังยักษ์สะท้านฟ้า
เสียงนั้นเริ่มจากกระดูกสันหลัง แผ่ไปตามซี่โครง แขนขา และกะโหลก ก่อนจะรวมเป็นเสียงหึ่งก้องกังวาน
ดังกึกก้องไปทั่วสนามรบ
สัตว์ปีศาจในรัศมีร้อยจั้งหยุดการเคลื่อนไหวพร้อมกัน แล้วหันมองไปทางจางเฉิน
จากนั้นลำแสงสีทองสายหนึ่งก็พุ่งทะยานจากกระหม่อมของจางเฉินขึ้นสู่ท้องฟ้า
ลำแสงพุ่งตรงราวกระบี่ชี้ขึ้นสู่ฟ้า
เมฆเปลี่ยนเป็นสีทองอ่อน มองเห็นได้จากระยะร้อยลี้
อักขระโบราณเลือนรางปรากฏขึ้นกลางฟ้า แต่ละขีดราวกับกำลังร่วมยินดี หรือไม่ก็เตือนบางสิ่ง
ทั่วทั้งสนามรบเงียบงันลงในชั่วพริบตา
...
บนกำแพงเมือง เว่ยชาง เจ้าเมืองไป๋ลู่ กำลังถือกระบี่บัญชาการป้องกันเมือง สายตาจับจ้องม่านแสงของค่ายกลพิทักษ์เมือง พอได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมอง กระบี่ที่ถืออยู่พลันร่วงกระทบอิฐบนกำแพงดังเคร้ง
เขาอ้าปากค้าง ลำคอแห้งผาก
“กระดูก...กระดูกศักดิ์สิทธิ์?”
องครักษ์ด้านหลังต่างพากันตะลึง อ้าปากค้างมองปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
...
ชั้นบนสุดของโรงน้ำชาทางใต้เมือง ซ่งเหิงแห่งหอเทียนจียืนเอามือไพล่หลังอยู่ริมหน้าต่าง มองลำแสงสีทองสายนั้น ปลายนิ้วสั่นระริก วิหควิญญาณข้างกายกระพือปีกอย่างกระสับกระส่าย
“กระดูกศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นแล้ว”
