ซูถังนั่งยอง ๆ กินเสบียงแห้งอยู่หลังคานที่หัก
ไกลออกไป การต่อสู้ดุเดือดจนฟ้าถล่มดินทลาย
หออาภรณ์โลหิต เกาะเจินหลาน หอการค้าว่านอวี่ หน่วยมังกรเงิน รวมถึงผู้เคราะห์ร้ายสี่คนที่ถูกเชือกพันมังกรรัดไว้ มีคนร่วมยี่สิบกว่าคนกำลังตะลุมบอนกันอยู่ในพื้นที่เล็กจ้อยจนแทบเท่าฝ่ามือ
เธอเอียงหน้าแล้วกระซิบว่า “ดูความวุ่นวายนี่สนุกกว่ารายการตลกในงานฉลองตรุษจีนอีก”
ซ่างกวนจื่อหมิงทายาให้ข้อมือตัวเอง “เลิกพูดเรื่องสนุกไม่สนุกเถอะ สถานการณ์แบบนี้ ถ้าเราเข้าไปก็มีแต่แจก KDA”
กู้ไฉ่เวยพยักหน้า นับว่านานทีจะไม่โต้แย้ง
สมรภูมิที่มีแต่ผู้บรรลุขั้นทะลุเส้นลมปราณขั้นสมบูรณ์ เธอซึ่งอยู่แค่ขั้นต้นไม่มีแม้แต่ช่องให้สอดมือเข้าไป
“เฉินเจี้ยนล่ะ?” ซูถังถามขึ้นกะทันหัน
ทั้งสามคนหันกลับไปพร้อมกัน
ด้านหลังว่างเปล่า
เปลือกตาซ่างกวนจื่อหมิงกระตุก “เมื่อกี้ยังอยู่เลย หมอนั่นคงไม่ได้เข้าไปแจมจริง ๆ หรอกนะ?”
ซูถังยกมือกุมหน้าผาก
‘เจ้านั่นก็ยังเป็นเหมือนเดิม’
ภายนอกดูเงียบขรึม แต่ในใจกลับบ้าบิ่นคิดว่า ‘แสวงหาความมั่งคั่งท่ามกลางอันตราย อย่างมากก็แค่เริ่มใหม่’
แต่เขาไม่เคยทำเรื่องโง่ ๆ ที่ไม่มีความมั่นใจ
กล้าเข้าไป ก็อาจมีเหตุผลของตัวเอง
เพียงแต่สมบัติระดับบัวสวรรค์เจ็ดสี จะใช่สิ่งที่ใครก็แตะต้องได้ง่าย ๆ หรือ?
เธอกระซิบว่า “เงียบไว้ ดูไปก่อน”
มือเธอเอื้อมไปแตะหน้าไม้ต่อเนื่องเงาแดงที่เอวโดยไม่รู้ตัว เหลือลูกดอกสุดท้ายเพียงดอกเดียว
...
ไกลออกไป ในเงามืดตรงขอบสนามรบใจกลาง ร่างหนึ่งแนบตัวไปตามกำแพง ลื่นไหลมุ่งหน้าไปยังสระน้ำราวกับปลา
จางเฉินไม่ได้คิดจะทำตัวเป็นวีรบุรุษ
และเขาก็ไม่ได้มาเพราะโอกาสเพิ่มอัตราทะลวงสู่ขั้นกำเนิดฟ้าอันเลื่อนลอยของบัวสวรรค์เจ็ดสี
บัวสวรรค์เป็นของดี แต่ถ้าตกอยู่ในมือก็ไม่ต่างจากเครื่องรางเรียกความตาย ผู้บรรลุขั้นทะลุเส้นลมปราณขั้นสมบูรณ์ฆ่าคนได้ ผู้บรรลุขั้นกำเนิดฟ้าก็ฆ่าคนได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกที่ดักรอฉวยผลประโยชน์อยู่ด้านนอกเขตลับซึ่งไม่รู้ว่ามีกี่คน
