น้ำมันพริกเดือดปุด ๆ กลิ่นเผ็ดหอมฟุ้งกระจาย
กู้ไฉ่เวยเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “จริงสิ โพสต์นัดรวมตัวพูดถึงแขกรับเชิญลึกลับคนหนึ่งด้วยนะ”
“แขกรับเชิญลึกลับอะไร?”
“ในโพสต์โม้ซะเว่อร์ บอกว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองลั่วเฉิง มีสิทธิ์ระดับเจีย แล้วจะโผล่มาที่งานแบบกะทันหัน”
ตะเกียบของจางเฉินที่กำลังคีบไส้เป็ดชะงักไปเล็กน้อย
ระดับเจีย
ทั้งเกมมีคนแค่ 193 คน เมืองระดับรองอย่างลั่วเฉิงกลับมียอดฝีมือระดับเจียยอมมาร่วมงานพบปะผู้เล่นนอกระบบด้วยหรือ?
จางเฉินคีบไส้เป็ดเข้าปาก เคี้ยวสองสามที “งั้นยิ่งต้องไปแล้ว จะได้ดูว่าเรื่องจริงหรือเปล่า”
ถ้าเป็นเรื่องจริง ยอดฝีมือระดับเจียคนหนึ่งมาที่นี่เพื่ออะไร?
ถ้าเป็นเรื่องโกหก ใครกันที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง ใช้ระดับเจียเป็นเหยื่อล่อเพื่อตกปลาอะไร?
...
จางเฉินเพิ่งนั่งลงบนแท่นฝึกวิชา เสียงปีกกระพือก็ดังมาจากนอกกำแพงเรือน
เฮ่อสือซานร่อนลงบนรั้วไม้ไผ่ “เจ้าหนู เลิกนั่งสมาธิได้แล้ว อาจารย์เจ้าฝากมาบอกให้ไปเลือกวิชายุทธ์สองวิชาที่หอเก็บคัมภีร์”
จางเฉินลืมตาขึ้น “ตอนนี้เลยหรือ?”
เฮ่อสือซานว่า “รีบไปเถอะ ถ้าไปช้า ผู้อาวุโสเฝ้าหอหลับต่อ เจ้าต้องรออยู่หน้าประตูจนเที่ยงแน่”
จางเฉินลุกขึ้นปัดชายเสื้อ
“นำทางไป”
เฮ่อสือซานเหลือบมองเขา “รู้จักกระตือรือร้นเองด้วยนี่”
คนหนึ่งคนกับนกกระเรียนหนึ่งตัวเดินไปทางเหนือเลียบไหล่เขาราวหนึ่งเค่อ
หอเก็บคัมภีร์ตั้งอยู่บนหน้าผาแห่งหนึ่งตรงเชิงเขาด้านเหนือของยอดเขาหลัก อาคารไม้สี่ชั้นสร้างอิงแนวเขา รากของต้นไทรเก่าแก่แผ่โอบตัวอาคารไว้ครึ่งหนึ่ง ชวนให้รู้สึกถึงความเก่าแก่ขรึมขลัง
เหนือประตูใหญ่แขวนป้ายไม้ที่สีหลุดลอก ตัวอักษรพร่าเลือนจนพอมองออกเพียงคำว่า ‘เก็บคัมภีร์’ ส่วนตัวที่สามแทบไม่เหลือแม้แต่เงา
“ที่นี่คือหอเก็บคัมภีร์หรือ?” จางเฉินถาม
เฮ่อสือซานลงไปเกาะบนหัวสิงโตหินหน้าประตู “ไม่ต้องสนใจหรอก ยังไงของข้างในก็สำคัญมากก็แล้วกัน”
ประตูหอแง้มอยู่
เฮ่อสือซานใช้จะงอยปากเคาะบานประตูสองครั้ง “ตาเฒ่าไป๋ เปิดประตู มีงานมาแล้ว”
