“ได้สิ” ชายวัยกลางคนตาเป็นประกาย รีบลุกขึ้นแล้วเดินออกมา
ท่วงท่าเดินองอาจ แววตาคมกริบ เห็นแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพื้นฐาน
เจียงเฉิงถามว่า “ได้ยินมาว่าคนที่นี่เป็นทหารปลดประจำการทั้งหมด มีใครถนัดการต่อต้านการสอดแนมกับการสะกดรอยบ้างไหมครับ”
ชายวัยกลางคนชะงักไปเล็กน้อย มองเขาอย่างระแวดระวัง “จ้างบอดี้การ์ด แค่สู้เก่งก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ จะเอาทักษะต่อต้านการสอดแนมกับการสะกดรอยไปทำไม”
เจียงเฉิงอยากหาคนที่มีความสามารถจริง ๆ ย่อมปิดบังไม่ได้ จึงยิ้มขื่นแล้วตอบว่า “ผมเหมือนจะไปล่วงเกินคุณชายจากตระกูลใหญ่คนหนึ่ง เขาอาจลงมือกับผม บอดี้การ์ดที่ผมจ้างจึงต้องไม่ใช่แค่สู้เก่ง แต่ยังต้องสังเกตให้ได้ล่วงหน้าด้วยว่ามีใครสะกดรอยหรือลอบจับตาดูอยู่หรือเปล่า ผมจะได้เตรียมรับมือไว้ก่อน”
“เข้าใจแล้ว งั้นตามผมขึ้นมา”
ชายวัยกลางคนพยักหน้า ไม่ได้รู้สึกว่าเจียงเฉิงเรื่องมากแต่อย่างใด
ในเมื่อเจียงเฉิงมีข้อเรียกร้องสูง เขาก็คงเตรียมใจไว้แล้วว่าค่าจ้างของพวกเขาจะสูงตามไปด้วย
ชายวัยกลางคนพาเจียงเฉิงขึ้นไปชั้นบน ที่นั่นเป็นพื้นที่กว้างกว่าชั้นล่าง ตอนนี้มีคนอยู่มากกว่าสามสิบคน นั่งล้อมโต๊ะสามสี่โต๊ะกินหม้อไฟกันอยู่
“เอ๊ะ! พี่จวินขึ้นมาทำไมเนี่ย ไหนว่ามีริดสีดวง กินเผ็ดไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”
คนข้างในหันมา เห็นชายวัยกลางคนก่อนเป็นคนแรก แล้วหนึ่งในนั้นก็เอ่ยแซวขึ้นมา
ชายวัยกลางคนถลึงตามองเขา “ฉันไม่ได้ขึ้นมากินหม้อไฟสักหน่อย มีงานเข้ามา ข้อเรียกร้องค่อนข้างสูง พวกนายลองดูว่าใครรับได้บ้าง”
