หลังวางสาย รถของไช่จิ้นก็ขับผ่านโรงแรมซีซานพอดี
หน้าทางเข้าโรงแรมมีผู้คนเบียดเสียดกัน ทั้งยังมีคนจากต่างถิ่นมารวมตัวอยู่ไม่น้อย
เขารู้สึกแปลกใจ จึงจอดรถไว้ข้างทาง
ไช่จิ้นถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าประตูอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
มีชาวรัสเซียคนหนึ่งมาพักอยู่ที่นี่
ส่วนคนที่มารุมล้อมอยู่หน้าประตู หากจะใช้คำที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของยุคสมัยเรียกพวกเขา ก็คงต้องเรียกว่า...
พ่อค้าหิ้วของ!
ไม่ว่าจะเสื้อผ้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน หรืออะไรก็ตาม พวกเขาล้วนหิ้วไปขายได้หมด
ในยุค 90 ที่มีคำกล่าวว่า “ในประชากรพันล้านคน เก้าร้อยล้านคนเป็นพ่อค้าหิ้วของ ส่วนอีกร้อยล้านคนกำลังหาของมาขาย” พ่อค้าหิ้วของเหล่านี้ได้ทิ้งร่องรอยสำคัญไว้ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหัวเซี่ย
พวกเขายังเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ช่วยผลักดันให้หัวเซี่ยเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจแบบวางแผนไปสู่เศรษฐกิจตลาด
หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย ก็มีประเทศใหม่เกิดขึ้นมากมาย
เนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่สมัยสหภาพโซเวียตไม่เหมือนกัน อย่างเช่นอุตสาหกรรมหนักของรัสเซียที่ก้าวหน้ามาก แต่อุตสาหกรรมเบากลับล้าหลังอย่างยิ่ง
จึงทำให้การค้าขายระหว่างพ่อค้าหิ้วของจากหัวเซี่ยกับรัสเซียคึกคักมาก
ทางฝั่งนั้นก็มีทั้งพ่อค้าหิ้วของทั่วไปและพ่อค้าหิ้วของที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
เห็นได้ชัดว่าต้องมีอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพโซเวียตมาที่นี่ พ่อค้าหิ้วของจากหัวเซี่ยถึงได้แห่กันมาหาช่องทางร่วมมือ
ชาวรัสเซียคนเดียวกลับทำให้ผู้คนมารวมตัวกันได้มากขนาดนี้ ถึงขั้นมีหลายคนตามมาจากทางเหนือ
