“คุณไช่พูดแบบนี้ก็ถ่อมตัวเกินไปหน่อยแล้ว”
หลวี่เหลียงที่อยู่ข้าง ๆ ตอบอย่างจริงจัง แม้จะคลุกคลีอยู่ในตลาดหุ้นมานาน แต่กลิ่นอายบัณฑิตบนตัวเขาก็ยังเข้มข้น
จูฮ่วนเหลียงแสดงออกชัดเจนยิ่งกว่า
ถ้าคิดไม่ตรงกับฉัน ก็ไม่มีอะไรต้องคุยกัน ผลประโยชน์ต้องมาก่อนคือคติประจำใจของเขา
เมื่อเห็นว่าไช่จิ้นไม่มีเจตนาจะร่วมวงวางแผนกับพวกเขา รอยยิ้มจอมปลอมที่แสร้งประจบก็หายไป เขาทำทีจิบชาแล้วไม่พูดอะไรอีก
ส่วนเผิงเจี้ยนตงจ้องไช่จิ้นด้วยแววตากดดัน
“คุณไช่อายุแค่นี้ก็มีทรัพย์สินมากมายแล้ว น่าจะเป็นคนที่อ่านทิศทางลมเป็น ทำไมตอนนี้ถึงดูใจแคบแบบนี้ล่ะ?”
ไช่จิ้นส่ายหน้า “ขอโทษด้วย ผมยังยืนยันเหมือนเดิม ธุรกิจไหนที่ตัวเองไม่เข้าใจ ผมไม่ขอเข้าไปยุ่ง”
“ผมเป็นแค่นักธุรกิจรายเล็ก เทียบกับทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ทนรับความผันผวนไม่ไหวหรอกครับ”
เขามองเวลาบนนาฬิกาข้อมือ ก่อนหันไปทางสวีเจียอิ้น “คุณสวี คุณเผิงอุตส่าห์มาถึงเมืองเซินทั้งที พวกเราเป็นเจ้าบ้าน มื้อนี้เราเลี้ยงเอง”
สวีเจียอิ้นทำหน้าอึดอัด “ครับ คุณไช่ เดี๋ยวผมไปส่ง”
ทั้งคู่หันหลังเดินไปทางประตู แต่เพิ่งถึงหน้าประตูก็ได้ยินเสียงทุ้มกังวานและร่าเริงดังมา
“นี่มันเรื่องอะไรกัน? ไอ้หนู แกกำลังหลอกฉันอยู่เหรอ?”
จากนั้นก็เห็นคนกลุ่มใหญ่เดินมาจากสุดทางเดิน
คนที่เดินนำมาเป็นชายสวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง เนกไทเส้นใหญ่ และไว้ผมทรงผู้นำ
ไช่จิ้นเงยหน้าสบตากับชายคนนั้น ทั้งคู่ต่างชะงักไปครู่หนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าต่างฝ่ายต่างไม่คิดว่าจะมาเจอกันที่นี่
