ไช่จิ้นยิ้มพลางพูดว่า “ถ้ามีเรื่องให้ช่วย ฉันติดต่อไปแน่นอน”
สิ่งที่ไช่จิ้นคาดไม่ถึงก็คือ ต่อมามีชายชาวกั่งเฉิงคนหนึ่งชื่อโหวไซ่เหลยมาหา
เขาสวมแว่นเลนส์หนา ดูสุภาพเรียบร้อย
พอเห็นเขามาถึง นายท่านจางก็ไล่คนคนหนึ่งออกไปอย่างไม่ไว้หน้า แล้วให้โหวไซ่เหลยเข้ามาแทน
ไช่จิ้นรู้สึกสงสัยในตัวโหวไซ่เหลยอยู่บ้าง จึงรับนามบัตรที่อีกฝ่ายยื่นให้มาดู
จากนั้นก็ยิ้มแล้วจับมือทักทาย
นายท่านจางอายุมากแล้ว พอเล่นจนได้เงินบนโต๊ะสักสามสี่ร้อยหยวนก็พอใจ เขาควักเงินสดอีกสามพันกว่าหยวนจากกระเป๋าหนังมารวมกัน
แล้วโยนให้ไช่เหว่ยเฉียง สั่งให้ลูกน้องไปตลาดอาหารทะเลซื้อของสดที่สุดมา
บอกว่าจะเลี้ยงเอง
มื้อกลางวันกินกันที่ฝั่งไช่เหว่ยเฉียง
กินเสร็จ ไช่จิ้นก็เตรียมตัวกลับ แต่เห็นโหวไซ่เหลยนั่งอยู่ในรถ กำลังดูเอกสารอะไรบางอย่าง สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เดินเข้าไปหา
“คุณโหว ผมขอนั่งในรถได้ไหมครับ”
จากท่าทีที่สองพี่น้องนายท่านจางปฏิบัติต่อไช่จิ้นเมื่อครู่ โหวไซ่เหลยก็รู้ว่าไช่จิ้นต้องไม่ใช่คนธรรมดา
เขาจึงปฏิบัติต่อไช่จิ้นอย่างดี พลางยิ้มแล้วเปิดประตูฝั่งผู้โดยสาร “เป็นเกียรติครับ”
ไช่จิ้นยิ้มแล้วขึ้นรถ กวาดตามองเอกสารที่วางอยู่ทั่วรถ “คุณโหว งานยุ่งมากเลยนะครับ? อุตส่าห์มาถึงเมืองเซินคงไม่ง่ายเลย”
โหวไซ่เหลยยิ้มเจื่อน “ทุกวันก็แบบนี้ครับ ไปทำงานที่ไหนก็ต้องพกเอกสารไปด้วย”
“คุณไช่มีเรื่องอะไรอยากคุยกับผมหรือครับ”
ไช่จิ้นยื่นบุหรี่ให้เขามวนหนึ่ง “เราคุยเรื่องธนาคารในกั่งเฉิงกันหน่อยเถอะ”
“ได้ครับ ถามอะไรผมก็ตอบได้หมด” โหวไซ่เหลยยิ้มพลางวางเอกสารในมือลง
