บนใบหน้าของหยางไป๋ว่านฉายแววกระอักกระอ่วนขึ้นมาชั่วขณะ
แต่ไม่นานเขาก็กลบเกลื่อนมันไป “พี่ไช่ล้อเล่นแล้ว ใครจะไปรู้ว่าของสิ่งนี้จะขึ้นมาสูงขนาดนี้ล่ะ”
“ราคาขึ้นเร็วจนน่ากลัวกว่าหุ้นอีกมั้ง!”
มีคนข้างหลังรีบช่วยรับคำ “ที่คุณหยางพูดก็มีเหตุผล ตอนนั้นพวกเราก็มองพลาดกันทุกคนไม่ใช่หรือไง”
จากนั้นหลายคนก็เริ่มช่วยกันพูดกลบเกลื่อนอย่างเอาเป็นเอาตาย
สภาพแวดล้อมแบบไหนที่ทำให้คนหลงทางได้ง่ายที่สุด? สถานการณ์ของหยางไป๋ว่านในตอนนี้เป็นตัวอย่างชัดเจน
เคยชินกับการชนะ ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองผิด แล้วจะรู้จักตัวเองได้ยังไง?
แถมรอบตัวยังมีพวกคลั่งไคล้เขาอย่างไม่ลืมหูลืมตาคอยประจบอีก
หวังเหว่ยยิ้มขื่นแล้วพูดขึ้นมาอีกครั้ง “มีรุ่นพี่สองสามคนที่อยู่เบื้องหลังผมเข้าซื้อตอนราคาสูง พวกเขาก็อยากถามคุณไช่ว่าของนี่มีโอกาสขึ้นไปได้อีกไหม”
ไช่เหว่ยเฉียงมีท่าทีต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ถ้าพวกคุณกล้าพอ ก็ซื้อเข้าไปเยอะ ๆ ได้เลย”
“ส่วนตัวผมคิดว่าหลังการจับสลากรอบที่สองวันที่ 3 มิถุนายน ใบรับรองสิทธิ์จองซื้อหุ้นจะต้องถูกแห่เก็งกำไรขึ้นมาอีกรอบแน่”
“ปริมาณซื้อขายทางฝั่งผมน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ทุกวันกลับมีคนนั่งอยู่ในร้านมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า”
“ทำไมน่ะเหรอ? เพราะคนที่ไม่อยากขายมีมากขึ้นเรื่อย ๆ คนที่จับตาดูก็เพิ่มขึ้นเหมือนกัน”
“หลังวันที่ 3 มิถุนายน ราคาต้องพุ่งขึ้นมาอีกรอบแน่”
หยางไป๋ว่านถามไช่เหว่ยเฉียง แต่ไช่เหว่ยเฉียงกลับตอบปัด ๆ เพียงไม่กี่คำ
พอหวังเหว่ยถาม เขากลับอธิบายอย่างละเอียดขนาดนี้
เห็นชัด ๆ ว่ากำลังตบหน้าหยางไป๋ว่านอยู่
ทำเอาหยางไป๋ว่านหน้าบึ้งอย่างหนัก
