หลังรถบรรทุกแล่นพ้นท่าเรือไปอย่างสมบูรณ์ หลินหย่วนถึงได้เห็นกับตาว่า “ทุกสิ่งรอการฟื้นฟู” หมายความว่าอย่างไร
สองข้างทางมีแต่ถนนดินขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ รถบรรทุกกระเด้งกระดอนราวกับกำลังร่อนแกลบ
หลินหย่วนนั่งอยู่ท้ายรถ เอาผ้าห่มนวมรองก้นก็แทบไม่มีประโยชน์ ทุกครั้งที่รถตกหลุม เขาจะเด้งลอยขึ้นไปสูงราวครึ่งฉื่อ รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในทั้งห้ากำลังจะกระเด็นออกมา
เขากำแผ่นไม้ข้างกระบะรถแน่นจนมือแทบหงิก กัดฟันดังกรอด ในใจคิดว่า ถ้าเป็นชาติก่อน สภาพถนนแบบนี้คงโดนร้องเรียนไปถึงกรมการขนส่งแล้ว
พอรถแล่นเรียบขึ้นชั่วครู่ เขาก็แง้มผ้าใบมองออกไป ยิ่งมองใจก็ยิ่งหนักอึ้ง
ภาพสองข้างทางแตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง และก็เหมือนกับที่จินตนาการไว้ทุกประการ
สองข้างถนนเป็นผืนนาและที่รกร้างสลับกันไป พืชผลขึ้นห่าง ๆ ดูก็รู้ว่าขาดสารอาหาร ทั้งเหลืองทั้งเหี่ยว ร่อแร่เต็มที
บนคันนามีชาวนาสูงวัยก้มตัวถางดินอยู่เป็นครั้งคราว เขาสวมเสื้อผ้าหยาบ ๆ ที่ปะชุนจนทั่ว ส่วนหมวกฟางก็ขาดจนเหลือแค่ครึ่งวง
หมู่บ้านหลายแห่งที่รถแล่นผ่านมีแต่บ้านดินเหมือนกันหมด กำแพงดินเหลืองฉาบด้วยหญ้าแห้ง หลังคาก็มุงด้วยฟาง
ใต้กำแพงบางแห่งมีคนแก่กับเด็กนั่งยอง ๆ อยู่สองสามคน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าตากแดดจนดำแดง
พอเห็นรถบรรทุกแล่นมา เด็ก ๆ ก็กรูกันออกมา วิ่งไล่ตามรถพลางโบกมือสุดแรง ใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใส
สิ่งที่เห็นแล้วสะเทือนใจยิ่งกว่าคือร่องรอยจากสงคราม ตอนขับผ่านเมืองเล็กแห่งหนึ่ง หลินหย่วนเห็นซากปรักหักพังผืนใหญ่ริมถนน
กำแพงที่เหลืออยู่พังเอนระเนระนาด อิฐดำเกรียมพรุนไปด้วยรอยกระสุน ราวกับถูกปืนกลกราดยิง ปล่องไฟที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งยังเอียงคาอยู่กลางซากอาคาร เถาวัลย์เลื้อยปกคลุมไปทั่ว
บนพื้นที่ว่างข้างซากปรักหักพัง มีคนสร้างเพิงพักขึ้นมาหลังหนึ่ง ใช้แผ่นเหล็กเก่ากับเสื่อฟางล้อมเป็นวงอย่างลวก ๆ ข้างในมืดจนมองอะไรไม่เห็น
หญิงคนหนึ่งนั่งยอง ๆ ก่อไฟอยู่ตรงปากเพิง ควันไฟรมจนเธอไอไม่หยุด ข้าง ๆ กันยังมีเด็กตัวเปลือยก้นคนหนึ่งกลิ้งเล่นอยู่บนพื้นโคลน
นี่คือหัวกั๋วหลังสงคราม
หลินหย่วนเงียบงัน
ชาติก่อนเขาเคยเรียนคำว่า “ยากจนข้นแค้นและว่างเปล่า” จากหนังสือ ตอนนั้นคิดว่ามันก็แค่คำบรรยาย เป็นเพียงข้อความแห้งแล้งไม่กี่บรรทัดในตำราประวัติศาสตร์
แต่พอได้เห็นกับตา เขาถึงรู้ว่าสี่คำนี้หนักหนาสาหัสเพียงใด
หัวกั๋วในปี 1950 เพิ่งผ่านสงครามยาวนานหลายสิบปีมา เรียกได้ว่าทั้งประเทศแทบถูกถล่มจนพรุนไปหมด
ระบบอุตสาหกรรมแทบจะเป็นศูนย์ แม้แต่ตะปูก็ยังเรียกว่า “ตะปูฝรั่ง” ไม้ขีดไฟก็เรียกว่า “ไฟฝรั่ง” น้ำมันก๊าดเรียกว่า “น้ำมันฝรั่ง” ผ้าก็เรียกว่า “ผ้าฝรั่ง”
ของที่มีคำว่า “ฝรั่ง” ต่อท้าย หมายถึงผลิตเองไม่ได้ ต้องพึ่งการนำเข้า
เขาเรียนวิศวกรรมเครื่องกลมา จึงเข้าใจดีว่านั่นหมายถึงอะไร
หากไม่มีห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ ก็ไม่มีทางผลิตเครื่องมือกลชนิดใดได้ และหากผลิตเครื่องมือกลไม่ได้ ก็ไม่มีทางพัฒนาอุตสาหกรรมใด ๆ ได้เลย
นี่คือวงจรอุบาทว์ และการจะทำลายวงจรนี้ได้ ต้องอาศัยความพยายามอย่างไม่ย่อท้อจากคนหลายรุ่น
ชาติก่อนเขาเคยอ่านเรื่องราวของคนอุตสาหกรรมรุ่นเก่า พวกเขาอาศัยความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ฝ่าฟันสภาพที่ยากจนข้นแค้นและว่างเปล่า เปลี่ยนประเทศเกษตรกรรมให้กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมได้สำเร็จ
ตอนนี้เมื่อได้มายืนบนแผ่นดินนี้ด้วยตัวเอง เขาถึงได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าความมุ่งมั่นแบบนั้นต้องแลกมาด้วยความยากลำบากเพียงใด
รถบรรทุกแล่นผ่านสะพานรถไฟที่ถูกระเบิดทำลาย ตอม่อสะพานขาดไปครึ่งหนึ่ง คานเหล็กบิดเบี้ยวพันกันเป็นกองเศษเหล็กพาดระเกะระกะเหนือผิวน้ำ
สายน้ำไหลผ่านใต้ตอม่อที่หัก ขัดเกลาท่อนเหล็กเสริมที่ขึ้นสนิม
ข้าง ๆ กันมีคนใช้ไม้ทำสะพานชั่วคราวขึ้นมา เดินแล้วโคลงเคลง ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว
หลินหย่วนมองสะพานที่ขาด ในใจคิดว่า ถ้าจะซ่อมมัน ต้องใช้เหล็กกับแรงงานมากแค่ไหนกันนะ?
แต่นี่ก็เป็นเพียงหนึ่งในสะพานที่พังอีกนับไม่ถ้วนทั่วประเทศเท่านั้น
บาดแผลจากสงครามไม่มีทางสมานได้ในชั่วข้ามคืน
แต่จะว่าไป สีหน้าของชาวบ้านกลับทำให้เขาประหลาดใจ
ทุกครั้งที่ผ่านหมู่บ้าน จะมีคนโบกมือให้รถบรรทุก พวกเขาสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เด็กบางคนไม่มีแม้แต่รองเท้า เดินเท้าเปล่าเหยียบดินกันตรง ๆ
แต่รอยยิ้มบนใบหน้าเป็นของจริง เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจ
เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งอายุราวห้าหกขวบ มัดผมแกละสองข้าง ใบหน้ามอมแมม เธอโบกมือสุดแรงให้รถบรรทุก เผยให้เห็นปากที่ฟันหน้าหายไปสองซี่ขณะยิ้มกว้าง ผู้ใหญ่ที่ยืนข้าง ๆ ก็พลอยยิ้มตามไปด้วย
หลินหย่วนมองรอยยิ้มนั้น แล้วรู้สึกเหมือนมีบางอย่างในใจถูกสะกิด
คนยุคนี้ยากจนจริง ๆ แต่ก็มีความหวังจริง ๆ
ได้รับการปลดปล่อย สงครามจบลง ได้แบ่งที่นา ชีวิตก็เริ่มมีหนทางให้มุ่งไปเสียที
ความหวังเรียบง่ายเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาแทบไม่เคยสัมผัสในยุคที่วัตถุพรั่งพร้อมในชาติก่อน
คนในชาติก่อนมีทุกอย่าง แต่กลับมีคนหน้าบึ้งมากมาย เอาแต่บ่นเรื่องหนี้บ้าน หนี้รถ และการทำงานล่วงเวลาจนแทบไม่มีชีวิต
คนยุคนี้ไม่มีอะไรเลย แต่แววตากลับเปล่งประกาย ร่างกายเต็มไปด้วยเรี่ยวแรงที่ใช้เท่าไรก็ไม่หมด
หลินหย่วนพิงศีรษะกับแผ่นไม้ข้างกระบะรถ แล้วเริ่มประเมินสถานการณ์ของตัวเองอย่างจริงจัง
วุฒิจากสแตนฟอร์ดของเจ้าของร่างเดิมเป็นใบเบิกทางชั้นดี ในยุคที่อัตราการไม่รู้หนังสือสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เขาถือเป็นปัญญาชนระดับสูงอย่างไม่ต้องสงสัย
ชาติก่อนเขาทำงานด้านเทคนิคในบริษัทอุตสาหกรรมอาวุธมา 6 ปี แม้เครื่องมืออุปกรณ์จะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่หลักการพื้นฐานยังเหมือนกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นแฟนอาวุธตัวยง รู้ประวัติพัฒนาการของอาวุธยุทโธปกรณ์ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจนถึงยุคสงครามเย็นอย่างขึ้นใจ เส้นทางเทคโนโลยีไหนใช้ได้ เส้นทางไหนเดินอ้อม เขารู้ชัดเจนอยู่แก่ใจ
ที่สำคัญกว่านั้นคือ เขามีระบบ
นี่ต่างหากคือหลักประกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา
แต่ก็ยังมีเรื่องที่น่ากังวลอยู่บ้าง
เขาได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมาเพียงบางส่วน รายละเอียดเฉพาะทางหลายอย่างยังไม่ตรงกัน
ถ้ามีใครซักถามถึงวิชาเฉพาะที่เรียนในสแตนฟอร์ด หรือชื่ออาจารย์คนใดคนหนึ่ง แล้วเขาตอบไม่ได้จนถูกจับได้ เรื่องคงไม่จบง่าย ๆ
เขาไม่เข้าใจสภาพการเมืองในปี 1950 อย่างชัดเจนนัก แต่คำว่า “สายลับ” นั้นเขาลืมไม่ลง
คนที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน แอบอ้างเป็นนักเรียนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ หากถูกจับได้ อย่างเบาสุดก็คงถูกไล่ออกจากโรงงาน ส่วนหนักกว่านั้น...เขาไม่กล้าคิดต่อ
สรุปแล้วก็คือ มีพื้นฐาน มีระบบโกง แต่ห้ามเหลิงเด็ดขาด
หลังเข้าโรงงาน ควรเก็บตัวสังเกตการณ์ให้เงียบ ๆ ทำความเข้าใจสถานการณ์ก่อนค่อยว่ากัน
“ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็ทำให้ดีเถอะ” หลินหย่วนพึมพำกับตัวเอง ไม่นานเสียงของเขาก็ถูกเสียงเครื่องยนต์กลบหายไป
รถบรรทุกแล่นกระเด้งกระดอนต่อไปอีกกว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนลูกรังที่เรียบขึ้นเล็กน้อย
สองข้างทางเริ่มมีแนวกำแพงกับเงาโรงงานให้เห็น ปล่องไฟพ่นควันสีขาวออกมา และยังได้ยินเสียงเครื่องจักรแว่ว ๆ
เสี่ยวจ้าวยื่นหน้าออกมาจากห้องคนขับแล้วตะโกนว่า “สหายหลินหย่วน ใกล้ถึงแล้ว! ข้างหน้าคือโรงงานเครื่องจักรหัวเป่ย!”
หลินหย่วนตื่นตัวขึ้นทันที เขาเกาะขอบกระบะลุกขึ้นยืน มองไปข้างหน้า
ไกลออกไป ประตูสีเทาหม่นบานหนึ่งปรากฏขึ้นในสายตา มีป้ายพื้นขาวตัวอักษรสีแดงแขวนอยู่บนเสาประตู เขียนว่า “โรงงานเครื่องจักรหัวเป่ย”
หน้าประตูมีคนยืนอยู่หลายคน เรียงแถวกันราวกับกำลังรอใครสักคน
รถบรรทุกค่อย ๆ แล่นเข้าไปใกล้ ใบหน้าของคนกลุ่มนั้นก็ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
คนที่ยืนอยู่หน้าสุดเป็นชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบ สวมชุดจงซานสีดำทั้งตัว มือไพล่หลัง ดูมีมาดผู้นำอยู่ไม่น้อย
น่าจะเป็นผู้อำนวยการโรงงาน
ด้านหลังเขามีคนยืนอยู่อีกเจ็ดแปดคน บ้างสวมชุดทำงาน บ้างสวมชุดจงซาน และยังมีเด็กสาวสองคนถือธงแดงผืนเล็กไว้คนละผืน ธงสะบัดพลิ้วดังพรึ่บพรับตามแรงลม
หลินหย่วนไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาต้อนรับเอิกเกริกขนาดนี้
ตอนแรกเขานึกว่าพอมาถึงก็แค่หิ้วสัมภาระไปรายงานตัวที่ห้องประชาสัมพันธ์ ใครจะคิดว่าโรงงานจะจัดคนมาต้อนรับเขาโดยเฉพาะ
จากนั้นเขาก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ปัดฝุ่นบนชุดสูท จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย เพื่อให้ตัวเองดูมีมาดปัญญาชนมากขึ้น
