ภายในห้องมืดสนิท แสงจันทร์ส่องผ่านเข้ามาจนพอมองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง ทว่าเธอกลับดูเหมือนกำลังหลับไม่สนิท
หน้าผากชุ่มไปด้วยเหงื่อ ราวกับกำลังฝันร้าย
“อย่า! อย่า! อันอัน!” ใบหน้าของคนบนเตียงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือทั้งสองข้างปัดป่ายไปมาอย่างไร้ทิศทาง พยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีดึงร่างเล็ก ๆ ขึ้นมาจากน้ำเย็นเยียบ
แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหนก็ยังไม่สำเร็จ เธอเอื้อมไปไม่ถึงเด็กตัวน้อยคนนั้น
“อันอัน!” จู่ ๆ เธอก็กรีดร้องแล้วผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียง ดูท่าเธอคงฝันร้ายอย่างน่ากลัว ใบหน้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและแฝงความหวาดกลัว หากไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าห้อง เธอคงยังจมอยู่ในฝันร้ายต่อไป
“เนี่ยนซี เป็นอะไรไป เปิดประตูหน่อย!” หญิงชราที่อยู่ด้านนอกเคาะประตูห้องถังเนี่ยนซีด้วยความเป็นห่วง
เธอคือคุณยายของถังเนี่ยนซี เสิ่นจิ้งอี๋
ห้องของเธอกับห้องถังเนี่ยนซีอยู่ห่างกันเพียงห้องนั่งเล่นกั้นกลาง เสียงดังขนาดนี้ย่อมต้องได้ยินอยู่แล้ว ยิ่งช่วงสองสามวันนี้ถังเนี่ยนซีฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ พอตกกลางคืนเธอก็คอยฟังความเคลื่อนไหวจากห้องของหลานสาวตลอด
ดังนั้นทันทีที่ถังเนี่ยนซีร้องออกมา เธอก็รีบมาเคาะประตูทันที
“คุณยาย หนูไม่เป็นไรค่ะ!” ถังเนี่ยนซีไม่อยากให้คุณยายเป็นห่วง จึงสูดหายใจลึก ๆ พยายามทำเสียงให้สงบขณะตอบกลับไป
แต่ตอนนี้เธอนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ท่าทางไม่ได้ดูเหมือนคนไม่เป็นไรเลย
ภายในใจยังคงหวาดผวา เธอกลัวเหลือเกินว่าภาพในฝันจะกลายเป็นความจริง
เธอไม่อยากให้คุณยายเห็นสภาพตัวเองตอนนี้ ไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วง จึงบอกให้อีกฝ่ายกลับไปพักผ่อน
“เนี่ยนซี เปิดประตูเร็ว ให้คุณยายดูหน่อย” คุณยายเสิ่นยังคงเคาะประตูไม่หยุด พอไม่ได้เห็นถังเนี่ยนซี เธอก็ไม่อาจวางใจได้จริง ๆ
ช่วงสองสามวันนี้ถังเนี่ยนซีฝันร้ายบ่อยครั้งในตอนกลางคืน เธอกับสามีจึงเป็นห่วงมาก
ก่อนหน้านี้เสียงไม่ดังนัก แต่วันนี้ถังเนี่ยนซีร้องเสียงดัง แค่ฟังจากเสียงร้องก็รู้ว่าเธอต้องฝันร้ายอย่างน่ากลัวแน่ ๆ คุณยายไม่อยากปล่อยให้ถังเนี่ยนซีอยู่คนเดียว อยากอยู่ข้าง ๆ หลานสาวถึงจะวางใจ
ได้ยินเสียงห่วงใยจากหน้าประตู ถังเนี่ยนซีก็สูดหายใจลึก ๆ เธอรู้ดีว่าคุณยายรักและเอ็นดูเธอมากแค่ไหน หากไม่เปิดประตู อีกฝ่ายคงนอนไม่หลับแน่
คุณยายอายุมากแล้ว แถมตอนนี้ก็ดึกมาก ถังเนี่ยนซีไม่อยากให้ท่านต้องเป็นห่วง จึงทำได้แค่ปล่อยให้เข้ามา
เธอเปิดไฟในห้อง ใช้มือเช็ดเหงื่อบนหน้าผากเบา ๆ จากนั้นมองกระจกบานเล็กบนโต๊ะแล้วปรับสีหน้าให้เป็นปกติ พอแน่ใจว่ากลับมาเป็นปกติแล้วจึงเปิดประตูห้อง
“คุณยาย หนูไม่เป็นไรค่ะ!” ทันทีที่เปิดประตู ถังเนี่ยนซีก็ยิ้มให้คุณยาย ไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง
คุณยายไม่ได้ตอบอะไร เพียงจับมือถังเนี่ยนซีแล้วกวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็จูงเธอเข้าห้อง
แม้ถังเนี่ยนซีจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติ แต่คุณยายก็ยังดูออกว่าหลานสาวกำลังไม่สบายใจ จึงจับมือเธอไว้แน่นแล้วเดินเข้าไปในห้องด้วยกัน
จนกระทั่งนั่งลงบนเตียงแล้ว คุณยายถึงค่อยพูดขึ้น
“เนี่ยนซี มีเรื่องอะไรก็บอกคุณยาย อย่าเก็บไว้ในใจคนเดียวเลย ถึงคุณยายจะแก่แล้ว แต่ก็ยังพอช่วยอะไรได้อยู่นะ” เธอลูบเส้นผมของถังเนี่ยนซี แววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
สองสามวันนี้ถังเนี่ยนซีฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ กลางดึกก็มักสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย สภาพจิตใจดูไม่ค่อยดีนัก ทำให้คุณยายเป็นห่วงมาก
เธอรู้ว่าถังเนี่ยนซีต้องมีเรื่องไม่สบายใจอยู่แน่ ๆ แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่ยอมเล่าให้พวกเธอฟัง
“คุณยาย หนูไม่เป็นไรค่ะ แค่ฝันร้ายเท่านั้นเอง เดี๋ยวก็หายแล้ว” ถังเนี่ยนซีรู้ว่าการที่เธอฝันร้ายอยู่หลายวันทำให้คุณยายกับคุณตาเป็นห่วงไปด้วย แต่เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดกับท่านทั้งสองอย่างไร เพราะแม้แต่ตัวเธอก็ยังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
เธอทำได้เพียงปลอบคุณยายไปก่อน รอให้คิดได้แล้วค่อยบอกท่านทั้งสองเอง
“งั้นคืนนี้คุณยายนอนเป็นเพื่อนนะ นอนด้วยกันสองคนก็ไม่ต้องกลัวแล้ว” เห็นท่าทางถังเนี่ยนซีแล้วคงไม่ยอมพูดความจริง คุณยายเสิ่นจิ้งอี๋จึงไม่คิดซักไซ้ แต่กลัวว่าถังเนี่ยนซีจะฝันร้ายอีก เลยตั้งใจจะนอนเป็นเพื่อนเธอคืนนี้
อย่างน้อยมีเธออยู่ด้วย ถังเนี่ยนซีก็คงสบายใจขึ้นบ้าง
“คุณยาย ไม่ต้องหรอกค่ะ หนูนอนคนเดียวได้” ถังเนี่ยนซีรีบปฏิเสธทันที เธอนึกถึงฝันร้ายเมื่อคืนนี้ อยากอยู่คนเดียวเพื่อคิดให้ดีว่าต่อไปควรทำอย่างไร อีกทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าจะฝันร้ายอีกหรือเปล่า คุณยายอายุมากแล้ว หากเธอทำให้ท่านตื่นกลางดึกก็คงไม่ดี
“ทำไมล่ะ โตแล้วก็ไม่อยากนอนกับคุณยายแล้วหรือ ลืมไปแล้วหรือว่าตอนเด็ก ๆ หนูติดคุณยายแค่ไหน” คุณยายถังมองถังเนี่ยนซีอย่างแสร้งทำเป็นโกรธ
ขณะเดียวกัน ในใจก็อดทอดถอนใจไม่ได้ เด็กตัวน้อยนุ่มนิ่มที่เคยอยู่ในอ้อมแขน ตอนนี้เติบโตเป็นสาวแล้ว อีกไม่นานก็จะเริ่มทำงาน
ไม่แน่ว่าอีกไม่นานก็อาจแต่งงาน ต่อไปคงมีเวลาอยู่กับตายายชราสองคนนี้น้อยลง
ในเมื่อถังเนี่ยนซียังอยู่ข้างกาย เสิ่นจิ้งอี๋จึงอยากใช้เวลาอยู่กับหลานสาวให้มากขึ้น
“หนูก็อยากให้คุณยายนอนเป็นเพื่อนนะคะ แต่คุณตาก็อยากให้คุณยายอยู่เป็นเพื่อนเหมือนกัน หนูไม่แย่งคุณตาหรอกค่ะ” ถังเนี่ยนซีรู้สึกอิจฉาความรักระหว่างคุณยายกับคุณตา ทั้งสองอยู่ด้วยกันมาตลอดชีวิต เธอไม่เคยเห็นพวกท่านทะเลาะกันเลย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีมาก
เวลาว่างทั้งสองมักอยู่ด้วยกันเสมอ ทุกครั้งที่เห็นคุณยายกับคุณตาอยู่ด้วยกัน ถังเนี่ยนซีก็อดอิจฉาไม่ได้
“ไม่เป็นไรหรอก คุณตาก็เป็นห่วงหนูมากเหมือนกัน แค่ไม่สะดวกเข้ามาเท่านั้น” ถังเนี่ยนซีโตเป็นสาวแล้ว แถมยังดึกมาก ต่อให้เป็นหลานสาวแท้ ๆ การเข้ามาในห้องของเธอก็ไม่ค่อยเหมาะนัก
เพราะอย่างนั้นคุณตาเฉินต้าห่ายจึงไม่ได้เข้ามา แต่รออยู่ในห้องของตัวเอง
ถึงจะไม่ได้เข้ามา เขาก็เป็นห่วงถังเนี่ยนซีมากเช่นกัน
“ขอโทษนะคะคุณยาย ที่ทำให้คุณยายกับคุณตาเป็นห่วง” ถังเนี่ยนซีซบศีรษะลงบนไหล่ของคุณยาย สูดกลิ่นกายที่คุ้นเคย อารมณ์จึงค่อย ๆ สงบลง
“หนูอยู่ตรงหน้าเราแล้ว พวกเราจะมีอะไรให้ต้องเป็นห่วงอีกล่ะ” คุณยายถังตบมือถังเนี่ยนซีเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
เมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ถังเนี่ยนซีต้องไปใช้ชีวิตอยู่ชนบท ตอนนี้เธอได้กลับมาอยู่ข้างกายพวกท่าน สองตายายก็มีความสุขมากแล้ว
“ค่ะ คุณยาย ขอบคุณนะคะ!” ถังเนี่ยนซีรู้สึกขอบคุณคุณยายมาก หากไม่มีพวกท่าน หลังจากกลับเข้าเมืองมาแล้ว เธอคงไม่มีที่ไป
“หนูเป็นแก้วตาดวงใจของคุณตากับคุณยายนะ จะพูดขอบคุณไปทำไม แค่หนูสบายดี พวกเราก็พอใจแล้ว” เสิ่นจิ้งอี๋รู้สึกซาบซึ้งที่ตลอดหลายปีมานี้มีถังเนี่ยนซีอยู่เป็นเพื่อน เพราะมีหลานสาวอยู่ด้วย สองตายายจึงไม่เหงาเหมือนก่อน
คนที่ควรขอบคุณน่าจะเป็นพวกเธอต่างหาก ที่ถังเนี่ยนซีทำให้ชีวิตมีสิ่งให้ตั้งตารอ
“คุณตากับคุณยายก็เป็นแก้วตาดวงใจของหนูเหมือนกันค่ะ!” ในใจของถังเนี่ยนซี คุณยายกับคุณตาคือคนสำคัญที่สุด ไม่มีใครเทียบได้ แม้แต่เด็กตัวน้อยในฝันคนนั้นก็ยังสำคัญไม่เท่าพวกท่าน
