“พอเถอะ” หลินไป๋ตัดบทอย่างหงุดหงิด
สายลมไร้รูปร่างยกร่างชายชราขึ้น บังคับให้ยืนตัวตรง
“ไม่ต้องทำอะไรไร้สาระแบบนี้ ผมไม่เล่นด้วยหรอก” หลินไป๋ปัดฝุ่นบนมือ ก่อนลุกขึ้นยืน
“ผมจะไปแล้ว”
น้ำเสียงของหลินไป๋ราบเรียบ ไม่เผยอารมณ์แม้แต่น้อย
ร่างที่ค้อมงอของมหาปุโรหิตสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
เข่าอ่อนยวบ
ชายชราทรุดคุกเข่าลงบนพื้นหินเขียวอย่างแรง
“คุณหลิน คุณไปไม่ได้นะครับ!”
มหาปุโรหิตไม่สนใจศักดิ์ศรีอีกต่อไป หน้าผากแนบพื้น โขกลงไปเสียงดังปัง ๆ
“ถ้าคุณไป แล้วเสี่ยวโน่จะทำยังไง!”
มหาปุโรหิตเข้าใจดีอยู่แก่ใจ
แสงเงาของหลีโน่ที่ยังคงอยู่กลางลานกว้างนั้น ดำรงอยู่ได้ก็เพราะหลินไป๋คอยหล่อเลี้ยงมันด้วยพลังศรัทธาของตน
ทันทีที่การหล่อเลี้ยงด้วยพลังศรัทธาขาดตอน หลีโน่ก็จะสลายไปในทันที
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่า หลีโน่ในตอนนี้ยังนับว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่
แต่ตราบใดที่ยังมองเห็น อย่างน้อยก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง
หากหลินไป๋จากไป...ความหวังก็จะหมดสิ้น
หลินไป๋ไม่ได้เข้าไปประคองมหาปุโรหิตที่คุกเข่าอยู่
เขาก้มหน้าถอนหายใจแทน
“หลีโน่ไม่ไหวแล้ว”
มหาปุโรหิตเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
เขามองตามสายตาของหลินไป๋ แล้วหันไปทางกลางลานกว้าง
ทันทีที่เห็นแสงเงาอันนิ่งงันนั้น มือเท้าของมหาปุโรหิตก็เย็นเฉียบ
พื้นผิวของแสงเงาเต็มไปด้วยรอยร้าวไขว้ไปมา
เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน แสงเงายังบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ มีเพียงรอยแยกบาง ๆ ไม่กี่เส้นที่แทบสังเกตไม่เห็น
