เพล้ง—
ชามกระเบื้องขาวกระแทกลงบนโต๊ะ น้ำแกงร้อนจัดกระเด็นเปื้อนชายเสื้อ
ภาพประหลาดในหัวพลันขาดหายไป
หลินไป๋หอบหายใจถี่ เหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับ
“ที่รัก? เป็นอะไรอีกแล้ว?”
ซูหวานรีบร้อนอ้อมโต๊ะอาหารเข้ามาหา ก่อนรวบศีรษะของหลินไป๋เข้าซบอก
กลิ่นหอมจาง ๆ ของนมลอยแตะจมูก
หลินไป๋สูดลมหายใจลึก พยายามข่มหัวใจที่เต้นกระหน่ำในอก
เขาผลักแขนเธอออก พลางโบกมือซ้ำ ๆ
“ไม่เป็นไร ๆ คงเป็นเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำ ยังไม่หายดีน่ะ”
“ไม่ต้องห่วง”
ซูหวานขมวดคิ้ว สีหน้าไม่เชื่อแม้แต่น้อย
“เมื่อก่อนน้ำตาลในเลือดต่ำหนักขนาดนี้ที่ไหนกัน? แค่ไม่นานก็เป็นตั้งสองครั้งแล้ว”
“เมื่อกี้ก็กินน้ำตาลไปแล้ว แต่ไม่ได้ผลเลยสักนิด”
เธอคว้าข้อมือหลินไป๋ไว้ “ไม่ได้ คุณต้องไปโรงพยาบาลกับฉันเดี๋ยวนี้”
คราวนี้ไม่ว่าหลินไป๋จะหาเหตุผลอะไรมาพูด ซูหวานก็ไม่ยอมฟังทั้งนั้น
เธอดึงหลินไป๋ให้สวมเสื้อคลุม แล้วลากออกจากบ้าน เรียกรถตรงไปโรงพยาบาลทันที
ยามค่ำลมแรง แสงจากป้ายนีออนสองข้างถนนทอดเป็นเงายาว
กว่าจะผ่านขั้นตอนลงทะเบียน เจาะเลือด และตรวจด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งคู่ก็กลับถึงบ้านเอาตอนดึกดื่น
......
สี่ชั่วโมงต่อมา
หลินไป๋เอนกายอยู่บนโซฟานุ่ม แขนทั้งสองข้างโอบเอวซูหวานไว้
“เห็นไหม ผมบอกแล้วว่าไม่เป็นไร คุณก็ยังไม่เชื่อ” เขาวางคางลงบนเส้นผมของเธอ
ซูหวานซุกหน้ากับอกหลินไป๋ แล้วถูไถตัวไปมาเหมือนลูกแมว
