เกวียนเทียมวัวแล่นเอื่อย ๆ ครึ่งชั่วยามก็มาถึง หลินเหมียนมองปราดเดียวก็จำได้ว่าเป็นหมู่บ้านหลิวเจีย หมู่บ้านที่หลินเฟิงไปเรียนหนังสือ
ยามผ่านสำนักเรียน ยังได้ยินเสียงอ่านหนังสือกังวานดังออกมาจากลานเรือน
แม่สื่อหยางจุ๊ปากสองที
“ฟังเสียงนั่นสิ ได้ยินแล้วชื่นใจถึงก้นบึ้งของหัวใจ”
หลินจงพยักหน้าเห็นด้วย หากสะใภ้ใหญ่คลอดบุตรชายในครรภ์นี้ ก็จะส่งมาเรียนหนังสือที่สำนักเรียนเช่นกัน
กระทั่งไม่ได้ยินเสียงอ่านหนังสือแล้ว พวกเขาก็มาถึงบ้านของหญิงหม้ายที่นัดมาดูตัว
แม่สื่อหยางบอกว่าหญิงหม้ายผู้นี้ชื่อหลิวซู่ฉิน ปีนี้อายุยี่สิบสองปี นิสัยอ่อนแอ ถูกคนรังแกได้ง่าย ทั้งบ้านเดิมและบ้านสามีต่างไม่ชอบนาง สามีคนก่อนก็ปฏิบัติต่อนางไม่ดี นับเป็นผู้มีชะตาอาภัพ
แม่สื่อหยางลงจากเกวียนไปเคาะประตูก่อน ผู้ที่มาเปิดประตูเป็นหญิงชราคนหนึ่ง มองดูแล้วมีสีหน้าเมตตาใจดี
“น้องสะใภ้ เจ้าจัดการเรื่องราวได้ฉับไวจริง ๆ”
แม่สื่อหยางประดับรอยยิ้มประจำตัว ก้าวเข้าไปคล้องแขนหญิงชรา
“ครอบครัวนี้อยู่หมู่บ้านโฮ่วเถียน แม้ความเป็นอยู่ในบ้านจะไม่ค่อยดีนัก แต่เป็นครอบครัวคนดีทั้งบ้าน เจ้าลองถามไถ่คนทั้งหมู่บ้านดู รับรองว่าไม่มีผู้ใดพูดถึงบ้านเขาในทางไม่ดี”
หญิงชราพาแม่สื่อหยางไปยังห้องรับด้านข้าง หลินเหมียนกับนางหวังตามเข้าไปก่อน
หลินจงกับหลินชางเฉวียนไม่ได้ตามเข้าไปในห้องรับด้านข้าง ให้หลินเหมียนกับนางหวังเข้าไปทักทายก่อน
รอจนแม่สื่อหยางเรียก หลินจงกับหลินชางเฉวียนจึงเข้าไป
ห้องรับด้านข้างของหญิงชราไม่ใหญ่โตนัก แต่ภายในอบอุ่นมาก เครื่องนอนบนเตียงเตาดินแม้ไม่ใช่ของใหม่เอี่ยม ทว่าก็สะอาดเป็นระเบียบ
หลิวซู่ฉินยืนอยู่ข้างเตียงเตาดิน มือบีบชายเสื้อแน่น ตั้งแต่หลินชางเฉวียนเข้ามาในห้อง นางก็ก้มหน้าตลอด ไม่กล้าแม้แต่จะมองเขาสักแวบ
