“บางทีเธอน่าจะลองแสดงจุดยืนให้ชัดเจนกว่านี้ดูนะ บางครั้งก็ต้องรู้จักปฏิเสธบ้าง”
คุณรู้สึกว่าตัวเองพูดได้แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา แถมยังไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือเลยสักนิด
“ผมเข้าใจที่รุ่นพี่หมายถึงครับ” ลั่วเอ่อร์พูดเสียงเบา “แต่สำหรับผม การปฏิเสธคนอื่นเป็นเรื่องยาก ผมไม่อยากเห็นใครต้องผิดหวังหรือเสียใจเพราะผม”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวเข้ามา กลิ่นหอมหวานที่ยากจะบรรยายลอยมาแตะจมูกแผ่วจาง
“รุ่นพี่ดูไม่เหมือนคนอื่นเลยนะครับ เวลามองผม สายตาดูสงบนิ่งมาก”
คุณพยายามตีสีหน้าเคร่งขรึม ดึงบทสนทนากลับเข้าประเด็นอีกครั้ง “การปฏิเสธให้ชัดเจนอาจทำให้อีกฝ่ายผิดหวังอยู่ชั่วครู่ แต่การปล่อยให้ขอบเขตคลุมเครือกลับจะนำไปสู่ความสับสนและความเจ็บปวดที่ยืดเยื้อกว่าเดิม นี่ก็เพื่อทุกคน รวมถึงตัวเธอเองด้วย”
จู่ ๆ เขาก็ยิ้ม “รุ่นพี่ตอนจริงจังนี่มีเสน่ห์มากเลยครับ”
คุณ: “...ขอบคุณ”
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่นั่นใช่ประเด็นหรือไง?
คุณแทบจะคลั่งอยู่แล้ว คนละสายงานก็เหมือนคนละโลก งานกรรมการฝ่ายจิตใจนี่ สำหรับคุณแล้วช่างเป็นเรื่องยากจริง ๆ
คุณสูดหายใจลึก ๆ เลิกพยายามสื่อสาร แล้วปิดท้ายอย่างสุภาพว่า “ยังไงถ้ามีปัญหา ก็มาหาฉันได้นะ”
แต่ในใจกลับคิดว่า ลั่วเอ่อร์ไม่กล้าปฏิเสธคนอื่น ก็คงไม่กล้ารบกวนคนอื่นเหมือนกันสินะ?
บทสนทนาครั้งนี้จบลงด้วยคำทิ้งท้ายที่รีบร้อนอยู่สักหน่อยของคุณ
คุณกลับไปทำงานนักศึกษาที่แสนวุ่นวายในชีวิตประจำวัน พร้อมความโล่งใจที่ว่า “ภารกิจพอจะสำเร็จไปได้” ปนกับความผิดหวังเล็ก ๆ ที่ว่า “เหมือนจะไม่ได้ผลอะไรจริงจังเลย”
