คุณชะงัก คิดจะย่องออกไปเงียบ ๆ แต่ขณะหันหลังกลับ ก็ได้ยินเสียงของสวี่จี้หรานจากด้านหลัง
“อาจารย์ใหญ่ ผมไม่ได้ชกต่อยจริง ๆ เห็นพวกเขารุมกันอยู่ ผมคิดว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน มีอะไรก็คุยกันดี ๆ ได้ ไม่เห็นต้องลงไม้ลงมือ เลยเข้าไปห้ามครับ”
“แล้วอาจารย์ก็เข้ามาพอดี เรื่องหลังจากนั้นอาจารย์ก็เห็นแล้ว มีคนฉวยจังหวะชุลมุนต่อยผม ผมก็แค่ป้องกันตัวตามสัญชาตญาณครับ”
“เป็นแบบนั้นเหรอ?” อาจารย์ใหญ่ชะงัก นึกไม่ถึงว่าเด็กคนนี้ที่เงียบเป็นใบ้มาตั้งนาน จู่ ๆ จะเปิดปากอธิบาย
“จริงครับ ไม่เชื่อก็ไปตรวจสอบดูได้ ใกล้เข้าเรียนแล้ว ผมไปก่อนนะครับ” สวี่จี้หรานพูดเร็วปรื๋อ ก่อนจะพุ่งออกจากห้องทำงาน
อาจารย์ใหญ่ยังไม่ทันตั้งตัว ก็รีบตะโกนไล่หลัง “กลับมา! ฉันอนุญาตให้ไปแล้วเหรอ!”
โครม—
เสียงปิดประตูอย่างรีบร้อนคือคำตอบของอาจารย์ใหญ่
คุณเดินไปตามระเบียงอย่างเชื่องช้า ปล่อยสมองให้ว่างเปล่า
นี่เป็นเคล็ดลับเล็ก ๆ ที่คุณใช้ให้สมองได้พักชั่วคราว
จู่ ๆ นักเรียนชายที่กำลังวิ่งไล่หยอกล้อกันตรงระเบียงก็เผลอชนไหล่คุณ คุณเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ส้นเท้าเหยียบโดนอะไรบางอย่าง อย่างไรก็ไม่ใช่พื้นแน่ ๆ
คุณได้สติ ก้มลงมอง แล้วเห็นรอยดำสนิทเปื้อนอยู่บนหน้ารองเท้าสีขาวสะอาด
“ขอโทษค่ะ” คุณยังมองไม่ชัดด้วยซ้ำว่าเป็นใคร ก็รีบขอโทษก่อน
“ไม่เป็นไร ไม่ล้มก็ดีแล้ว”
เสียงคุ้น ๆ
คุณเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าหล่อสะอาดราวกับสายลมและแสงจันทร์ปรากฏตรงหน้า ชื่อของเขาแทบหลุดจากปากคุณ “สวี่จี้หราน?”
ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนจะแปลกใจที่คุณรู้จักชื่อเขา แววตาวูบไหว ก่อนจะยิ้มกว้างจนเห็นได้ชัด “เพื่อนนักเรียน รู้จักฉันด้วยเหรอ?”
“เคยได้ยินชื่อค่ะ” คุณเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป จึงตอบอ้อมแอ้ม
