ตำหนักทรงอักษร เสิ่นกุ้ยผินคุกเข่าอยู่บนพื้น สะอื้นไห้น้ำตาไหลริน
แม้นางจะย่างเข้าวัยสี่สิบแล้ว แต่ภาพที่น่าสงสารชวนให้คนเอ็นดูนี้ ก็ยังไม่ลดน้อยลงไปสักสามส่วน
ฮ่องเต้ทรงทำหน้าดุถามว่า “เจ้าขอเข้าเฝ้าเรา พอเข้าเฝ้าแล้วกลับไม่พูดจา ทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร”
วันนี้เสิ่นกุ้ยผินแต่งกายด้วยอาภรณ์สีเรียบง่าย งดงามไปอีกแบบหนึ่ง ผิดไปจากความเย้ายวนอย่างเคย
ผิดแผกไปอีกเช่นกัน
นางปาดน้ำตาเบา ๆ “หม่อมฉันละอายและเจ็บใจนัก ที่ครอบครัวของหม่อมฉันกระทำการเช่นนี้ ล้วนเป็นความผิดของหม่อมฉันที่ควบคุมพวกเขาไม่ดีพอ ฝ่าบาทโปรดอย่าทรงกริ้วจนเสียพระพลานามัยเลย หลายวันมานี้หม่อมฉันเฝ้าคิดถึงฝ่าบาททั้งวันทั้งคืน แต่ก็เกรงว่าฝ่าบาทจะไม่อยากพบเห็นหม่อมฉัน”
ฮ่องเต้ตรัสถามว่า “เช่นนั้นเหตุใดจึงมาเข้าเฝ้าเราเล่า”
นางก็ทำท่าทางเหมือนจะเก็บงำความทุกข์ไว้ไม่ได้อีกแล้ว ร่ำไห้ออกมาอย่างน่าสงสารราวกับหญิงงามน้อย ๆ “หม่อมฉันคิดถึงฝ่าบาทเหลือจะทน หลายวันมานี้ฝ่าบาทก็ไม่เคยพบหม่อมฉันเลย”
ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยอย่างมิอาจทำอะไรได้ “เจ้านี่นะเจ้า เจ้าจะให้เราเอาเช่นไรกับเจ้า”
เสิ่นกุ้ยผินเห็นอารมณ์ของฮ่องเต้อ่อนลง ก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางน้อยใจ เข้ามาใกล้ฮ่องเต้ ดั่งดอกไม้อาบน้ำค้าง กล่าวว่า “หม่อมฉันยังนึกว่าฝ่าบาทจะไม่อยากพบหม่อมฉันอีกเสียแล้ว”
ฮ่องเต้ทรงยื่นพระหัตถ์โอบนางเข้ามาในอ้อมพระทรวง “เราโกรธพ่อของเจ้า ที่ตามใจเสิ่นหวนให้เหิมเกริมไร้กฎหมายเช่นนั้น ในมือเปื้อนเลือดคนตั้งมากมาย ถ้าไม่จัดการกับเสิ่นหวน เราจะตอบประชาชนทั้งแผ่นดินได้อย่างไร”
ครั้งนี้เสิ่นกุ้ยผินเหมือนจะสำนึกผิดขึ้นมาแล้ว
“หม่อมฉันเข้าใจ หม่อมฉันก็คาดไม่ถึงว่าบิดาจะปล่อยให้เสิ่นหวนเหิมเกริมละเลยกฎหมายบ้านเมืองถึงเพียงนี้
