แคว้นจิ้นและแคว้นฉู่เป็นศัตรูกันมานานหลายสิบปี
ทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในสภาวะที่ไม่กล้าขยับเขยื้อน
เมื่อหลายปีก่อน แคว้นฉู่มีแม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่ง
ใช้กลอุบายพิสดาร ทำให้แคว้นจิ้นพลอยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
หากผู้นี้ไม่ถูกจับตัวไป ผู้ที่ต้องยื่นฎีกาสวามิภักดิ์ก็คงเป็นแคว้นจิ้น
น่าเสียดาย เจ้าคนซวยนี้ก็คือหวงฝู่หนานเฟิงนี่เอง
ไม่มีใครรู้ว่าฉินจินจือที่ควรจะบำเพ็ญเพียรอยู่ในวัดไป๋เชวี่ย หลังจากถูกส่งเข้าวัดไป๋เชวี่ยได้เดือนเดียวก็หายตัวไป
ไม่มีใครรู้อีกเช่นกันว่าฉินจินจือปลอมตัวไปยังชายแดนแคว้นจิ้น สมรภูมิที่สองแคว้นประจัญบานกัน
สามปีต่อมา ฉินจินจือจับตัวหวงฝู่หนานเฟิงได้ แคว้นฉู่พ่ายแพ้ร่นถอย ยอมลงนามในฎีกาสวามิภักดิ์
แสงประทีปสาดส่องให้น้ำตาเงือกบนมงกุฎของฉินจินจือดูเจิดจ้ายิ่งขึ้น
หวงฝู่หนานเฟิงเพียงแค่ลุกขึ้นนั่งก็เหนื่อยหอบ “มงกุฎนี้เหมาะกับเจ้ายิ่งนัก”
ฉินจินจือเอ่ยยั่วยุ “เทพสังหารหนุ่มแห่งแคว้นฉู่ เหตุใดจึงอ่อนแอถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่ายังยกกระบี่ขึ้นได้หรือไม่”
สีหน้าของหวงฝู่หนานเฟิงไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เขามองดวงตาอันเจิดจรัสของฉินจินจือ
ใครจะคาดคิด ว่าใบหน้าอันงดงามเช่นนี้ กลับมีจิตใจที่ดำมืดที่สุด
ครั้งนั้นฉินจินจือแทงกระบี่ทะลุเส้นชีพจรของเขา ถ้าไม่ใช่เพราะเขาโชคดี คงไปเกิดใหม่นานแล้ว
เห็นหวงฝู่หนานเฟิงยังมีสีหน้าคลั่งรักน่าขยะแขยง ฉินจินจือก็ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย “ให้ผงหยกเซียงตามปกติ ถ้าขัดขืนก็ฟันมันเสียด้วยกระบี่”
