หลิ่วอีอีกำลังนำฮองเฮาทำชุดวิชาบำรุงกายที่นางคิดขึ้นเอง พอหันกลับมาก็เห็นฉินจินจืออุ้มหญิงผู้หนึ่งเดินเข้ามา
นางวิ่งเข้าไปหาโดยเร็ว “นี่ นี่ เกิดอะไรขึ้นเพคะ”
ฉินจินจือวางจ้าวอิงเอ๋อไว้ในห้องนอนข้างหลิ่วอีอี
“ดูแผลให้นางที หลังโดนตีมาหนัก”
หลิ่วอีอีรีบแก้เสื้อผ้าจ้าวอิงเอ๋อออก
แผ่นหลังทั้งบวมแดง ปรากฏรอยเฆี่ยนเป็นแนวชัดเจนน่าสะพรึงนัก ทว่ามีเพียงรอยบนสุดที่ซึมเลือดออกมาเล็กน้อย
หลิ่วอีอีจับชีพจรนาง พลางหยิบขวดกระเบื้องจากกล่องยา
ใช้แปรงเล็กบรรจงทายาข้นในนั้นลงบนแผ่นหลังจ้าวอิงเอ๋อ
“นางมิได้เป็นไร รอยเฆี่ยนดูน่ากลัวแต่ไม่ถึงภายใน ทายาข้าสักเจ็ดแปดวันก็หายดี ที่นางสลบไปนอกจากความเจ็บปวด เห็นจะเป็นเพราะอารมณ์ผันผวนรุนแรงเกินไป อีกครู่ข้าจะจัดยากล่อมประสาทและบำรุงกำลังให้”
ฉินจินจือพยักหน้า ฝีมือหลี่จิ้นไม่ด้อยไปกว่าหลี่ชวนผู้พี่เลย
“เสด็จปู่ไปก่อเรื่องให้เสด็จย่าทรงกริ้วอีกหรือ”
หลิ่วอีอีวิ่งไปหน้าประตู มองซ้ายมองขวาโดยรอบ แล้วปิดประตูลง
“อันที่จริงมิใช่ฝ่าบาททรงทำให้ฮองเฮากริ้ว เมื่อวานไท่จื่อเสด็จมา แล้วทะเลาะกับฮองเฮาอย่างรุนแรงด้วยเรื่องใดไม่ทราบ ค่ำนั้นพอฝ่าบาทเสด็จมา ฮองเฮาก็ทรงไล่ฝ่าบาทออกจากตำหนักบรรทม”
ฉินจินจือแววตาหม่นลง มุมปากแฝงรอยยิ้มเหยียดหยาม ที่แท้ก็ไอ้โง่นี่เอง
ชัดว่าเป็นโอรสสวรรค์ในอนาคต แต่กลับยืนอยู่ข้างตระกูลสูงศักดิ์
“หลายวันนี้ให้นางพักรักษาตัวในวังให้ดี”
