นิสัยหยิ่งยโสของฉินจินจือเช่นนี้เกี่ยวข้องกับคนสามคนเป็นอย่างยิ่ง
หนึ่งคือฉินเยี่ยท่านปู่แท้ ๆ ของนาง
ดวงดาวบนฟ้า ดวงจันทร์ในน้ำ เพียงแค่ฉินจินจือเอ่ยปาก ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ยอมให้
คนที่สองคือพระมารดาแห่งแคว้น ฮองเฮา
ประคบประหงมราวกับกลัวจะตกแตก ทะนุถนอมราวกับกลัวจะละลายหาย
ยามเด็กฉินจินจือแม้แต่ข้าวทุกคำก็ล้วนฮองเฮาเป็นผู้ป้อนด้วยพระองค์เอง
คนที่สามก็คือฝ่าบาทของเรา
จะถามว่าเหตุใดฉินจินจือจึงบังอาจไร้กฎเกณฑ์ถึงเพียงนี้ ก็มิใช่เพราะมีฝ่าบาทของเราคอยหนุนหลังอยู่อย่างนั้นหรือ
เมื่อเหล่าเสนาบดีมาถึงหน้าประตู ฝ่าบาทก็จะพระราชทานรางวัลเป็นการปิดปาก
กว่าจะรอให้ฉินจินจือก่อเรื่องใหญ่หลวง ในที่สุดก็ถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวง
เพิ่งผ่านไปสามปี คนพวกนี้ก็ดึงตัวนางกลับมาอีกแล้ว!
ที่ว่าอ๋องเจิ้นเป่ยใช้ความดีความชอบแลกมา ก็เพื่อปิดปากอัครเสนาบดีชุยต่างหาก!
ฉินจินจือลืมตาขึ้นก็เห็นฉินเยี่ยมองนางด้วยแววตาอ่อนโยน
"ท่านปู่?"
ฉินเยี่ยได้ฟังน้ำตาก็คลอหน่วยทันที "หลานรัก คิดถึงท่านปู่หรือไม่!"
"ท่านปู่!"
ฉินจินจือสาวเท้าพุ่งลงจากเกี้ยวเข้าไปในอ้อมกอดของฉินเยี่ยทันใด
ฉินเยี่ยเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาตรงนั้น
ครั้งก่อนที่ฉินเยี่ยกลับเมืองหลวงก็เมื่อห้าปีก่อนแล้ว
ฮ่องเต้ทรงรู้สึกหึงหวงเล็กน้อยกระแอมเบา ๆ
"กลับมาก็ดีแล้ว อ๋องเจิ้นเป่ย เจ้ากับจินจือไม่ได้พบหน้ากันหลายปี บัดนี้ก็นับว่าเป็นการรวมญาติกันอีกครั้ง"
ตรัสพลางทอดพระเนตรฉินจินจืออย่างน้อยพระทัย
พอเห็นท่านปู่แท้ ๆ ก็ลืมพระอัยกาผู้นี้เสียแล้ว!
เลี้ยงเสียเปล่า!
ฉินจินจือได้ยินสุรเสียงของฝ่าบาท ก็ปล่อยมือจากฉินเยี่ยเดินเข้าไปข้างพระองค์
"พระอัยกา จินจือกลับมาแล้ว สามปีนี้จินจือคิดถึงพระอัยกายิ่งนัก ไม่ทราบว่าพระวรกายของพระอัยกาและพระอัยยิกาสบายดีหรือไม่ ได้เสวยพระสุธารสและพระกระยาหารดีหรือไม่"
เรียบร้อยราวกับไม่ใช่คนจริง!
ไหนเลยจะเป็นภาพลักษณ์นักเลงเกเรในยามปกติ
ฝ่าบาททรงมีสีหน้าพอพระทัยโดยไม่รู้พระองค์
ดูเถิด! หลานรักของเจิ้น ผ้าห่มน้อยแสนอบอุ่น!
เพิ่งกลับมาก็เป็นห่วงว่าเจิ้นได้เสวยดีหรือไม่ ใครจะอบอุ่นเทียบเท่าผ้าห่มน้อยนี้ได้!
หาเหมือนพวกเจ้าเหล่าเฒ่า ที่เอาแต่แปรเปลี่ยนวิธีการมาทำให้เจิ้นกริ้ว
แต่ก็ยังจงใจทำหน้าดุตรัสว่า "ข้านึกว่าได้พบท่านปู่แท้แล้ว คงลืมพญาอัยกาองค์นี้ไปเสียแล้ว"
ฉินจินจือยิ้มร่าตอบว่า "จินจือคิดถึงพระอัยกาและพระอัยยิกาทุกวันมิได้ขาดเพคะ"
เพียงสองประโยคก็ทำให้ฝ่าบาทฉายพระพักตร์แจ่มใส
หางพระเนตรเหลือบเห็นสีหน้าของอัครเสนาบดีชุยที่บูดบึ้งราวกับจะหยดน้ำได้ก็ทรงเก็บรอยยิ้ม
"สามปีนี้รู้ผิดแล้วหรือไม่!"
ฉินจินจือรีบตอบอย่างเรียบร้อยว่า "จินจือรู้ผิดแล้วเพคะ สามปีนี้ได้แต่ตรึกตรองอยู่ทุกเมื่อ จินจือสมควรตายพันครั้งที่ทำให้พระอัยกาทรงกังวล ดังนั้นจึงได้สวดมนต์ถวายพระพรพระอัยกาทุกวันที่วัดไป๋เชวี่ย อธิษฐานให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ไร้กังวล ต่อให้ต้องให้จินจืออยู่ในวัดไป๋เชวี่ยชั่วชีวิต จินจือก็จะไม่มีข้อขัดเคืองแต่ประการใด"
มิน่าฝ่าบาทถึงทรงโปรดปรานท่านหญิงน้อยผู้นี้ยิ่งนัก ปากหวานเสียจริง
ท่าทียอมรับผิดเรียบร้อยน่าประหลาด
ฉินเยี่ยเฝ้าอยู่ชายแดนเสมอมา กลับเมืองหลวงได้นับครั้งถ้วน ปีนี้ฉินจินจือเติบใหญ่ขึ้นมาอยู่แทบพระชงฆ์ของฝ่าบาท
ความรักในราชวงศ์นั้นเบาบาง ยืนอยู่ ณ ที่สูงเนิ่นนานเข้า จะไม่ปรารถนาความรู้สึกอันบริสุทธิ์ที่สุดนี้ได้อย่างไร
ความอบอุ่นทั้งหมดจึงมอบให้แก่เด็กน้อยที่เลี้ยงดูใกล้พระองค์นี้
ดังนั้นนิสัยเกเรของฉินจินจือ ไม่เพียงแต่ฉินเยี่ยตามใจจนเกินเลย ฝ่าบาทก็ไม่น้อยเหมือนกันที่มีส่วน
เหล่าเสนาบดีล้วนสงสัยว่าสามปีก่อนหากฉินจินจือไม่ถูกจับได้คาหนังคาเขาว่ากำลังก่อเหตุร้าย ฝ่าบาทก็คงจะทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีเสียแล้ว
ฝ่าบาททรงฟังแล้วมีสีหน้าพอพระทัย "รู้ผิดแก้ไขดียิ่งนัก ในเมื่อรู้ผิดแล้ว ลงโทษก็ลงโทษแล้ว กลับไปแล้วจงกตัญญูต่ออ๋องเจิ้นเป่ยให้ดี หลายปีนี้ที่อ๋องเจิ้นเป่ยรักษาชายแดนให้ต้าจิ้นของเรา ตรากตรำยากเข็ญ คุณงามความดีสูงนัก พวกเจ้าตาหลานก็อยู่ห่างกันจนพบหน้ากันน้อยครั้ง ให้อ๋องเจิ้นเป่ยได้เสวยสุขจากการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับลูกหลานเถิด"
รับสั่งแล้วทอดพระเนตรไปยังอัครเสนาบดีชุย "กลับไปแล้ว เตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไปขอขมาคุณหนูชุยให้ดี นางจะต้องให้อภัยเจ้าเป็นแน่ บุตรีของอัครเสนาบดีชุยได้ชื่อว่ามีคุณธรรม ไยจะเหมือนคนเสเพลไร้วิชาอย่างเจ้า!"
อัครเสนาบดีชุยในใจแค่นเสียงเย็น ฝ่าบาทพระองค์ทรงเห็นกระหม่อมเป็นคนหรือไม่! ลำเอียงจนถึงปลายฟ้าเขียวเลยกระนั้น!
คิดว่ากระหม่อมโง่หรือ ฟังไม่ออกว่าวาจาก่อนหน้านี้ตรัสให้กระหม่อมฟัง?
วาจาในใจนี้ย่อมไม่อาจเอ่ยต่อหน้าฮ่องเต้ได้ แต่ก็ยากจะทำสีหน้าให้ดีได้
ฉินจินจือเผยรอยยิ้มที่อาจเรียกได้ว่าหวานหยาดเยิ้ม "เพคะ พระอัยกา จินจือจะต้องเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ ไปถึงเรือนด้วยตนเอง เพื่อขอโทษคุณหนูชุย"
กล่าวจบ สายตาของนางก็มองไปยังอัครเสนาบดีชุย ภายในแวบนั้นแฝงความเย้ยหยัน ท้าทาย และเมินเฉย มีเพียงไร้ซึ่งความสำนึกผิด
"อัครเสนาบดีชุย ท่านเห็นอย่างไร?"
อัครเสนาบดีชุยมีสีหน้าบึ้งตึง แต่เมื่อฝ่าบาททรงเอ่ยแล้วเขาก็ไม่อาจกล่าวอะไรได้อีก "แล้วแต่ฝ่าบาทจะทรงมีรับสั่ง"
ครั้งนั้นบุตรีของเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด ฝ่าบาทกลับทรงยกขึ้นวางลงง่าย ๆ ละเว้นโทษให้ฉินจินจือเช่นนี้
ดูท่าฝ่าบาทจะทรงพระชราภาพลงแล้ว เริ่มมืดมัวหูตาพร่าเลือนเสียแล้ว
ฝ่าฮ่องเต้กลับพึงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง "วันนี้เอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน เจรจากันวันพรุ่งใหม่ อ๋องเจิ้นเป่ยอยู่ต่อ คนอื่น ๆ ถอยไปได้"
"กระหม่อมทั้งหลายทูลลา"
อัครเสนาบดีชุยสะบัดชายแขนเสื้อจากไปเป็นคนแรก
หลังจากผู้คนจากไปแล้ว ฉินจินจือก็ยืดเส้นยืดสายลุกขึ้นยืน
ฉินเยี่ยกลอกตามองบนเดินไปข้างฮ่องเต้ แค่นเสียงเย็น "ยังว่าปฏิบัติต่อหลานรักของข้าเหมือนหลานแท้ ๆ อีก! วัดไป๋เชวี่ยน่ะหรือ ที่หลานรักของข้าจะอยู่ได้! ดูเถิดหลานรักของข้า ผอมลงเพียงใด!"
ฮ่องเต้กริ้วจนพระเนตรเบิกกว้างทันใด "แก่นี่ช่างไม่มีคุณธรรม ข้าทะนุถนอมจินจือดั่งดวงใจ ดีกว่าแกตั้งเท่าไหร่!"
ฉินเยี่ยทำเสียงแค่น "หากมิใช่เพราะชายแดนแสนยากเข็ญ เจ้าคิดว่าข้าอยากฝากจินจือให้เจ้าดูแลหรือ ข้าคงพาจินจือไปอยู่ด้วยตั้งนานแล้ว"
ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นทันใด "เฮ้ย เจ้าแก่เนี่ยอยากทะเลาะหรือ"
"อย่าทะเลาะกันเลย อายุก็ปูนนี้แล้ว เหตุใดยังอารมณ์ร้อนเช่นนี้อีก"
ฉินจินจือรินน้ำชาคนละถ้วยให้สองผู้เฒ่าที่กุมอำนาจสูงสุดในแคว้นจิ้น
ฮ่องเต้ทรงฟังแล้วกริ้วหนักขึ้น ฝ่าพระหัตถ์ฟาดลงบนศีรษะฉินจินจือ "เจ้าคนเสเพลนี่ยังกล้ามาพูด! ไม่รู้จักหนักเบาโยนบุตรีเขาลงในสระ ทำงานชั่วร้ายยังไม่รู้จักหลบเลี่ยงผู้คน ชื่อเสียงจะเอาไหม"
ฉินจินจือยิ้มแห้ง "พระอัยกา นี่เรียกว่าเปิดเผยตรงไปตรงมา อีกอย่าง ข้ามีชื่อเสียงเสียที่ไหน"
ฝ่าบาททรงฟังแล้วปรารถนาจะฟาดนางสักครั้ง!
ฉินเยี่ยฟังแล้วแค่นเสียงเย็น "เจ้าเฆี่ยนหลานรักข้าทำไม คิดว่าเป็นลูกหลานในบ้านเจ้าจริงหรือ!"
ฝ่าบาทฟังแล้วตรัสอย่างแน่นอนว่า "แน่นอนอยู่แล้ว จินจือข้าเลี้ยงดูมาด้วยความตรากตรำลำบาก จินจือยังเรียกเจ้าว่าท่านปู่ได้ เจ้าก็แอบยินดีไปเถิด"
ฉินเยี่ยทำหน้ารังเกียจกล่าว "เจ้าอย่ามาเสแสร้งเอาความดีใส่ตัว! จะว่ายากลำบากก็ต้องเป็นฮองเฮาที่ตรากตรำ จินจือ ไป กลับบ้านกับท่านปู่!"
ฝ่าบาททรงฟังแล้วตรัสทันใด "ไม่ได้ นางร้ายนั่นรออยู่ตั้งแต่หัวค่ำแล้ว เจ้าพาตัวกลับบ้าน เมียข้าจะทำเช่นไร!"
ฉินจินจือรีบขัดทั้งสองคน เพราะทะเลาะกันต่ออีกประเดี๋ยวคงได้ลงไม้ลงมือ
ฉินจินจือเดินมาข้างหลังฉินเยี่ย ใช้มือทุบไหล่ให้ "ท่านปู่ วันนี้ให้จินจือไปปรนนิบัติพระอัยยิกาก่อน วันพรุ่งค่อยกลับจวน ไปอยู่เป็นเพื่อนท่านปู่ให้สมใจ!"
ฉินเยี่ยหันไปชำเลืองมองฮ่องเต้ "จริงหรือ"
ฮ่องเต้ทรงกริ้วจนส่งเสียงกระฟัดกระฟาด "ข้าจะกักขังคนพาลนี่ไม่ให้นางกลับบ้านได้หรือ"
ฉินเยี่ยเบ้ปาก "ใครจะรู้กันเล่า!"
ฮ่องเต้ทรงหัวเราะเยาะ "เจ้าแก่เนี่ยจิตใจคับแคบนัก พอเจ้าไปแล้ว จินจือก็มีเวลาอีกมากมายมาเป็นเพื่อนข้าคนแก่นี่ ใครร่ำรังจะแย่งกับเจ้า"
ฉินจินจือยกนิ้วโป้ง "พระอัยกาช่างมีพระทัยกว้างขวาง!"
ฉินเยี่ยก็ถามขึ้นทันใด "แล้วข้าล่ะ!"
ฉินจินจือหันไปทันควัน "ท่านปู่ใจกว้างยิ่งใหญ่!"
"พอจะเข้าท่าแล้ว"
ฮ่องเต้แย้มพระสรวล "พอเถอะ ลิงจอมซ่านี้ช่างประจบประแจงนัก ข้ากับท่านปู่เจ้ายังมีธุระต้องปรึกษา รีบไปหาเสด็จย่าของเจ้าเถอะ ช้าไปอีกครู่เดี๋ยวต้องมาด่าเอาอีก"
ฉินจินจือหัวเราะร่าตอบ "ถ้าเช่นนั้นจินจือทูลลาก่อนเพคะ"
ว่าแล้วก็เดินมุ่งไปยังตำหนักเจียวฝาง
ณ ทางเลี้ยวทางเดินหนึ่ง ได้ยินชื่อของตนเอง
ได้ยินเพียงเสียงหวานใสดังว่า "พี่เผย ฉินจินจือกลับมาแล้ว หากนางไปทูลขอเสด็จพ่อให้ประทานสมรสให้พวกเจ้าจะทำเช่นไร เจ้าก็รู้ เสด็จพ่อนั้นมีหรือจะไม่ประทานให้นาง หากเสด็จพ่อรับปากขึ้นมาจริง ๆ จะทำเช่นไร!"
อีกเสียงหนึ่งที่เจื้อยแจ้วดังขึ้นต่อทันที "ครั้งนั้นก็เพราะพี่ชุยมีสัญญาหมั้นหมายกับเจ้า นางถึงกับโยนพี่ชุยลงในสระ พี่ชุยเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทำให้พี่ชุยต้องนอนซมอยู่บนเตียง ถึงตอนนี้ก็ยังออกพบคนไม่ได้!"
บรรยากาศเงียบงันไปชั่วอึดใจ แล้วจึงมีเสียงที่อ่อนโยนละมุนดังดอกหยกดังขึ้น "ข้าจะไม่มีวันแต่งงานกับสตรีที่ใจคออำมหิตดั่งอสรพิษ"