ฮ่องเต้กำลังจะตรัส ฮองเฮาก็กล่าวว่า “ไม่ต้องรอแล้ว เปิดงานเลี้ยง”
ฉินจินจือมองตำแหน่งว่างตรงข้าม อดส่งเสียงเย้ยหยันในลำคอไม่ได้
เมื่อเปิดงานเลี้ยง นางกำนัลที่ถวายพระกระยาหารก็ทยอยยกสำรับเข้ามา
ขณะนั้นเอง ชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมแพรแดงผู้หนึ่งก็ลุกขึ้นยืนและเดินมายังกลางท้องพระโรง
“ฝ่าบาท วันนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองชัยชนะแก่เหล่าทหารหาญที่กลับมา หากเพียงเสวยและดื่มสุราเกรงว่าจะเรียบง่ายเกินไป ให้สตรีจากตระกูลต่างๆ ร่วมแสดงความสามารถเพื่อเพิ่มสีสันเป็นไฉนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงฟังแล้วพยักพระพักตร์อย่างชื่นชม “ที่เด็กหนุ่มตระกูลเสิ่นว่าก็มีเหตุผล เจ้ามีผู้ใดจะเสนอหรือไม่”
ฮ่องเต้กับขุนนางก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าขานอันงดงาม
ผู้นี้คือหลานชายของกั๋วกงสกุลเสิ่น หลานอาแท้ๆ ของเสิ่นกุ้ยเฟย นามว่าเสิ่นหวน
เขามองฉินจินจือด้วยแววตาอาฆาต “ได้ยินว่าท่านองค์หญิงจินจือชำนาญทั้งพิณ หมาก อักษร และภาพ อย่างไรวันนี้ก็ถือเป็นงานฉลองให้จวนท่าน อีกทั้งเป็นหลานสาวเพียงผู้เดียวของอ๋องเจิ้นเป่ย การแสดงความสามารถให้แก่พวกทหารรับใช้ชาติ ท่านองค์หญิงคงไม่ปฏิเสธกระมัง”
ก่อนหน้านี้ฉินจินจือบังอาจเยาะเย้ยฐานะของท่านอาของเขากลางท้องพระโรง
เขาจะไม่มีทางปล่อยนางไป!
ฉินจินจือเป็นคุณชายเสเพลเอาแต่ใจ ไม่ร่ำเรียนวิชา บังอาจทำให้ท่านอาของเขาอับอาย เช่นนั้นเขาจะให้พวกขี้เท้าชาวบ้านพวกนี้ดูเสียว่า ฉินจินจือมันเป็นตัวอะไรกันแน่
วาจาของเสิ่นหวนเอ่ยออกมา ทหารหลายนายก็เปลี่ยนสีหน้า
พวกขุนนางในราชสำนักเหยียดหยามพวกนักรบผู้สู้ศึกมาตลอด
เมื่อครู่เสิ่นหวนก็เจือความดูแคลนอยู่ในน้ำเสียง
