ฮ่องเต้ทรงชำเลืองมองถ้วยข้าวของฉินจินจือ มุมพระโอษฐ์ยกยิ้มเหยียด ในพระทัยลอบคิด ตายายนี่ลำเอียงไม่เปลี่ยน ของดี ๆ ยัดใส่ชามให้เจ้าเด็กเหลือขอนั่นหมด ไม่เห็นจะนึกถึงข้าบ้าง
ครั้นเสวยใกล้เสร็จ ฮ่องเต้ก็อดกลั้นไว้ไม่อยู่ ตรัสขึ้นช้า ๆ ว่า “เจ้า อยากแต่งกับไอ้หนูสกุลเผยจริง ๆ หรือ”
ฉินจินจือฟังแล้วยิ้มร่าพยักหน้า “หน้าตาดีใครบ้างไม่ชอบ”
บุตรชายสายตรงสกุลเผยแห่งเหอตง เผยจิ่นเหนียน ชื่อเสียงเลื่องลือ ทั้งรูปงามและความสามารถล้วนเป็นที่ยกย่องสรรเสริญ ไม่อาจรู้ได้ว่าคุณหนูตระกูลใหญ่เคยปักใจให้อยู่เท่าใด
นางฉินจินจือจะคิดปลื้มใจ ก็ย่อมสมเหตุสมผล
ฮ่องเต้ทรงทำเสียงจิ๊ “ดูท่าทางตื้นเขินของเจ้า หน้าตาดีมีประโยชน์อะไร”
ฉินจินจือเลิกคิ้ว “หน้าตาดีก็หาเมียได้ไงเพคะ อย่างตอนนั้นหากเสด็จปู่ไม่มีพระพักตร์งามไร้เทียมทานนั่น เสด็จย่าจะทรงยอมภักดีตามเสด็จปู่อย่างแน่วแน่หรือ”
นางเพิ่งได้ฟังมา ในอดีตเสด็จปู่เป็นเพียงชาวบ้านป่าเถื่อน ยากจนเสียจนได้ยินแต่เสียงกระเป๋าดังกรุ๋งกริ๋ง
สุดท้ายก็ใช้แค่ใบหน้าหล่อเหลาหลอกเสด็จย่ามาอยู่ในกำมือได้
ฮ่องเต้ทรงได้ฟังก็เผยสีหน้าทะนงตน “อันนั้นก็ใช่ สมัยนั้นข้าผู้เป็นเสด็จปู่เจ้าได้ชื่อว่างามลือนามระบือไปไกลถึงสิบหมู่บ้านแปดตำบล เสด็จย่าเจ้าได้แต่งกับข้าก็นับว่าวาสนานัก”
ฮองเฮาทรงเบือนพระพักตร์หนีด้วยความรังเกียจ ไม่ทอดพระเนตรเขา ส่วนข้าวในถ้วยของฉินจินจือก็หมดลงในที่สุด
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรฮองเฮาผู้กริ้วโกรธแล้วตรัสอย่างจนใจว่า “หากเจ้าชอบไอ้หนูนั่นจริง เรื่องพระราชทานสมรสก็ไม่ใช่ไม่ได้”
ฮองเฮาทรงฟังแล้วทอดพระเนตรเขาเป็นเชิงชม “อย่างนี้ก็ค่อยสมควรหน่อย”
“แต่ว่า ในเมืองหลวงมีคนหนุ่มดี ๆ มากมาย ไอ้หนูสกุลเผยนั่นก็ไม่แน่ว่าจะดีที่สุด เดือนหน้าให้เสด็จย่าจัดการแข่งขันตีคลีม้า ให้คุณชายคุณหนูบ้านต่าง ๆ เข้าร่วม เจ้าจะได้ดูคนอื่น ๆ ด้วย ถ้ายังไม่มีผู้ใดถูกใจ ข้าจะออกพระราชโองการพระราชทานสมรสให้เป็นไร”
ฉินจินจือฟังแล้วพยักหน้า “ได้เจ้าค่ะ ตามเสด็จปู่”
หลังเสวยเสร็จ ฮ่องเต้และฮองเฮาจะทรงพักผ่อนสั้น ๆ
ฉินจินจือมองทั้งสองที่พระเนตรเปี่ยมความหวังอย่างจนใจว่า “เสด็จปู่เสด็จย่า ข้าอายุสิบแปดแล้วนะเพคะ สองพระองค์จะไม่กอดข้าบรรทมอย่างตอนเด็ก ๆ อีกแล้วใช่ไหม”
ยามเด็ก ฉินจินจือยิ่งใหญ่นัก
ฮองเฮาทรงขับกล่อมเพลงกล่อมเด็ก ฝ่าบาททรงพัดวีและปัดยุง
แต่นั่นเป็นเรื่องเมื่อนางอายุห้าขวบแล้ว ตอนนี้นางโตเท่าใดแล้ว
ฮ่องเต้ทรงฟังแล้วก็อยากตีนางขึ้นมาอีกครา “เจ้าไปตำหนักของเจ้าเอง อย่ามากวนตีนี่ อย่าได้วิ่งเล่นซุกซน”
ฉินจินจือยิ้มร่า “ข้าจะพาเฟยเยี่ยนไปเดินย่อยอาหาร”
เฟยเยี่ยนกระทืบเท้าทันที “ท่าน郡主 ตอนเที่ยงหม่อมฉันกินข้าวไปแค่ถ้วยเดียว”
พูดว่าไปเดินย่อย แต่ฉินจินจือกลับพาเฟยเยี่ยนมายังตำหนักเครื่องเสวย
เฟยเยี่ยนมีสีหน้างุนงง “ท่าน郡主 ท่านกินข้าวมากมายตอนเที่ยงนี้ยังไม่อิ่มอีกหรือเจ้าคะ”
ฉินจินจือทำท่าทางวางมาด “ข้าจำได้ว่ามีคนชอบกินขนมหมู่ตานเล่งหลงของท่านอาผู้กำกับตำหนักเครื่องเสวยมาก ไม่รู้จะยังกินไหวไหม”
เฟยเยี่ยนฟังแล้วตาพราววาวราวมีดวงดาว พยักหน้าหงึก ๆ
ขนมหมู่ตานเล่งหลงชวนน้ำลายสอ ช่วยเจริญอาหาร รสชาตินัก
ยามเด็กฉินจินจือไม่ชอบกินข้าว กินแต่ละทีก็มากกว่านกกระจอกไม่เท่าไร
ฮองเฮาทรงร้อนพระทัยนัก ท่านอาจากตำหนักเครื่องเสวยผู้หนึ่งส่งขนมหมู่ตานเล่งหลงนี้มาให้
พอกินเข้าไป ความอยากอาหารของฉินจินจือก็ดีขึ้นไม่น้อย
ตั้งแต่ฉินจินจือออกจากเมืองหลวง นางก็ไม่เคยกินอีกเลย
ฉินจินจือยิ้ม “วันนี้ให้เจ้ากินให้อิ่มหนำ”
เฟยเยี่ยนตะลึงคาที่ “จริงหรือเจ้าคะ”
“ไม่ตามมาก็จอมปลอม”
เฟยเยี่ยนฟังแล้วยิ้มแย้มเบิกบาน “มาแล้ว ๆ”
ท่าน郡主กลับมา ช่างดีเหลือเกิน
ฉินจินจือเดินเข้าไปยังมุมหนึ่งในตำหนักเครื่องเสวย
ด้านในมีเก้าอี้โยกวางตั้งอยู่ บนเก้าอี้มีพ่อครัวรูปร่างคล้ายพระสังกัจจายน์กำลังนอนหลับ
ฉินจินจือเตะเก้าอี้เบา ๆ “หยุดนอนได้แล้ว”
ชั่วขณะนั้น ทุกคนในตำหนักเครื่องเสวยราวกับถูกกดปุ่มหยุด
บรรยากาศรอบด้านกดดันสุดขีด
ท่านอาผู้นี้เป็นอัจฉริยะแห่งตำหนักเครื่องเสวย แม้แต่ท่านกำกับก็ยังต้องพูดจาด้วยเสียงต่ำและเกรงใจ
ยามปกติไม่ทำอาหาร จะลงมือเฉพาะบางครั้งที่ต้องจัดเครื่องเสวยตามรับสั่งของฮ่องเต้ ส่วนใหญ่ก็มานอนอยู่ในมุม
ร่างอ้วนนั้นลืมตาขึ้นในฉับพลัน รอยแผลเป็นบนใบหน้าดูน่าสะพรึงกลัวนัก
หัวโตหูใหญ่ราวกับปีศาจร้ายกินคน
เฟยเยี่ยนแอบหลบอยู่หลังฉินจินจืออย่างหวาดกลัว
ท่านอาผู้นี้ช่างยังคงน่ากลัวไม่เปลี่ยน
ครั้งแรกที่ตามฉินจินจือมาในตำหนักเครื่องเสวย ตอนนั้นเฟยเยี่ยนอายุแปดขวบถึงกลับร้องไห้ด้วยความตกใจ
จนบัดนี้ก็ยังไม่หายฝังใจ
ฉินจินจือนั่งยอง ๆ ให้ระดับสายตาเท่ากับร่างอ้วน
“รู้ว่าข้ากลับมายังแอบขี้เกียจที่นี่”
ร่างอ้วนมองผู้มาเยือนชัด ๆ ใบหน้าดุร้ายน่าเกรงขามก็คลี่ยิ้มกว้างขึ้นทันที
“ที่แท้ก็เจ้าหนูผีกลับมาแล้วนี่เอง”
ฉินจินจือหัวเราะตาม “ท่านอ้วน มีขนมหมู่ตานเล่งหลงไหม”
ท่านอ้วนหัวเราะลั่น ร่างกายที่ดูหนักหนาเบ้อเร่อกลับลุกขึ้นจากเก้าอี้โยกได้อย่างคล่องแคล่ว
“คนอื่นไม่มี ของเจ้าพอกินจุใจ”
ว่าแล้วก็เดินไปยังเขียงแยกและเริ่มนวดแป้ง
ฉินจินจือจึงนอนลงบนเก้าอี้โยกที่ท่านอ้วนนอนเมื่อครู่
เฟยเยี่ยนรินน้ำชาให้นาง แล้วนั่งบนเก้าอี้เล็กด้านข้าง พัดวีให้
นางเหมือนขโมยขบถกระซิบข้างหูฉินจินจือ “ท่าน郡主 ท่านอาผู้นี้ยามเห็นก็ยังน่ากลัวนัก”
ฉินจินจือเอามือรองศีรษะ “ระวังเขาได้ยิน ไม่ให้กินขนมเล่งหลง”
เฟยเยี่ยนรีบหุบปาก
ฉินจินจือหลับตาเอ่ยถาม “นางกำนัลใหม่นั่นอะไรเป็นมายังไง”
เฟยเยี่ยนกะพริบตา “ท่านพูดถึงพี่หลิวอิงหรือเจ้าคะ ได้ยินว่าเจียงหนานเกิดน้ำท่วม ทางบ้านไม่มีเงินซื้อข้าว จึงขายตัวเข้าวัง”
“แล้วนางมาใกล้ชิดรับใช้เสด็จย่าได้อย่างไร”
“ก็เพราะท่าน郡主เจ้าไง”
ฉินจินจือเบิกตามองนาง “เพราะข้า”
เฟยเยี่ยนพยักหน้า “ปีหนึ่งวันประสูติฮองเฮา ท่านเสียมไม้ปักผมให้ฮองเฮาด้วยมือตัวเองมิใช่หรือ หลังจากท่านออกนอกเมืองหลวง ฮองเฮาทรงถวิลหาบ่อย ๆ ทรงใส่ปิ่นนั้นเสมอ ปรากฏว่าวันหนึ่งกลับหายไป เป็นพี่หลิวอิงที่ไปพบในสระสวนน้อยของฮองเฮา ฮองเฮาเห็นว่านางภักดีเจ้านาย ทั้งมีกริยามารยาทงดงาม จึงทรงเรียกมาอยู่ข้างกายคอยรับใช้”
ฉินจินจือขมวดคิ้วแน่น “เจ้าแน่ใจว่าเป็นสระในสวนน้อยหรือ”
เฟยเยี่ยนพยักหน้า “แน่ใจเจ้าค่ะ ตอนพี่หลิวอิงหาปิ่นกลับมาได้ตัวนางเปียกโชก ใบหน้าหนาวจนเป็นสีม่วง”
ฉินจินจือไม่รู้คิดอะไรอยู่ หลุดหัวเราะเบา ๆ “ภักดีน่ะดีแล้ว”
ขนมหมู่ตานเล่งหลงมีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน แต่ฝีมือท่านอ้วนรวดเร็วนัก
ครึ่งชั่วยาม ขนมหมู่ตานเล่งหลงร้อนกรุ่นก็ทำเสร็จ
ฉินจินจือดมกลิ่น หอมจริง สามปีแล้วไม่ได้กิน ยังอดคิดถึงไม่ได้เลย
โยนน้ำเต้าสุราขนาดเท่ากำปั้นให้ท่านอ้วนหนึ่งลูก
“ไปเถอะ อย่ารบกวนท่านอ้วนนอน”
ว่าแล้วทั้งสองก็พากันถือขนมเดินจากไปไม่เหลียวหลัง
ท่านอ้วนเปิดฝาน้ำเต้า กลิ่นหอมสุราคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วตำหนักเครื่องเสวยในพลัน
เล่าลือว่า ในแคว้นจิ้นมีเซียนสุราผู้หนึ่ง รู้จักแต่การหมักสุราเซียวเหยาจุ้ย ตลอดสิบปีจึงจะได้แค่สองตำลึง
ผู้เสนอราคาสูงสุดย่อมได้ไป
น้ำเต้าสุรานี้ ค่าหมื่นตำลึงทอง
ท่านอ้วนยิ้มกว้าง “นับว่าไอ้หนูผีนี่ยังมีน้ำใจ”
เขาดมอยู่นาน ก็ไม่ยอมดื่ม เก็บรักษาไว้อย่างทะนุถนอมเป็นที่สุด
ครั้งล่าสุดที่ได้ดื่มสุราเซียวเหยาจุ้ย ก็เป็นเรื่องเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว
จะดื่มอีกครา ก็ไม่รู้ว่าผีเฒ่านั่นจะอยู่ถึงตอนนั้นหรือไม่
ระหว่างทางกลับ ปากของเฟยเยี่ยนพูนไปด้วยขนมเล่งหลง พลางกินพลางกล่าว “ท่าน郡主 ขนมเล่งหลงนี่อร่อยนัก หม่อมฉันมีความสุขจนอยากจะร้องไห้”
ฉินจินจือหลุดหัวเราะ “แค่นี้น่ะนะ”
ถึงตำหนัก ฮ่องเต้และฮองเฮาทรงตื่นแล้ว
หลิวอิงกำลังถวายการสวมฉลองพระองค์ให้ฮ่องเต้
มองดูดี ๆ นางกำนัลนั้นดูจะเปลี่ยนเป็นเสื้อบางเบากว่าเดิม ลำคองามเข้าเบ้าอยู่ตรงหน้าบุรุษ
ฮ่องเต้ทรงสูดหายใจแผ่วเบา แววพระเนตรปรากฏความประหลาดใจ “กลิ่นหอมบนตัวเจ้า ชื่นใจดีแท้”
หลิวอิงย่อกายน้อย ๆ แย้มยิ้มอ่อนหวาน “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมีกลิ่นกายอ่อน ๆ มาตั้งแต่เล็ก ญาติพี่น้องก็ชมว่ากลิ่นนี้หอมดีนัก”
ฮ่องเต้ทรงฟังแล้วมีแววใคร่รู้มากขึ้น จะตรัสถามอีก ก็เห็นฉินจินจือย่างเท้าเบาหวิวเข้ามาในตำหนัก
“เสด็จปู่ ทอดพระเนตรซิ ข้านำสิ่งดี ๆ มาให้” เสียงฉินจินจือสดใสดังกังวาน ดึงดูดพระทัยฮ่องเต้ไปในพลัน
ครานี้ เฟยเยี่ยนวางขนมหมู่ตานเล่งหลงที่เตรียมไว้ลงบนโต๊ะอย่างเหมาะเจาะ ขนมละเมียดละไมนั้นเปล่งประกายเย้ายวนใจ
“ท่าน郡主กังวลว่าฮ่องเต้และฮองเฮาจะเสวยมากเกินไปจนเกิดอาการท้องอืดแน่น จึงไปตำหนักเครื่องเสวยด้วยตนเอง เลือกขนมนี้มาถวาย”
ฮองเฮาเสด็จออกจากตำหนักบรรทมในเวลานั้น
“ที่แท้ก็ไปหาเจ้าเตี่ยอ้วนนั่น นับว่าเจ้ามีวาสนาปากจริง”
หลิวอิงจึงเอ่ยอีกว่า “ฝ่าบาท หม่อมฉันขอถวายการหวีพระเกศาก่อน”
มือพอนาบพระเศียรฮ่องเต้ก็ถูกฉินจินจือคว้าข้อมือไว้
“พี่ท่านถอยไปก่อนเถิด ข้าทำเอง”
สีหน้าหลิวอิงแฝงความอดกลั้น แรงมือฉินจินจือไม่หนักนัก แต่เมื่อปล่อยข้อมือของนางกำนัลกลับแดงเป็นปื้น
นางกล่าวว่า “ท่าน郡主เป็นถึงองค์หญิงทรงเกียรติ จะลำบากท่านได้อย่างไร ให้หม่อมฉันทำเถิด”
ฮ่องเต้กลับรับสั่งว่า “ให้ไอ้เด็กเหลือขอนี่ทำเถอะ นาน ๆ จะมีใจกตัญญู”
หลิวอิงจึงได้แต่ล้มเลิก ถอยออกไปอย่างไม่ใคร่เต็มใจ
ฉินจินจือปรายตามองแผ่นหลังของหลิวอิงพลางหรี่ตาลง