“เกิดอะไรขึ้น?” ลั่วอี้เอ่ยปากถาม
ฉู่เมิ่งหลีถอนหายใจอย่างแผ่วเบา มองลั่วอี้คราหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยปากว่า “อีกไม่กี่วันจะเป็นวันเกิดของบิดาข้า เจ้า……”
ลั่วอี้ตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วจึงนึกขึ้นได้
เป็นเพราะฉู่เมิ่งหลีอยากให้เขาไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของฉู่เทียนคัว แต่กลับกังวลว่าเขาจะยังมีปมในใจ?
ฉู่เมิ่งหลียกมือเรียวงามขึ้นขยี้กลางหว่างคิ้ว ท่าทางแบบนี้ดูเหมือนเรื่องนี้จะกวนใจนางมาหลายวันแล้ว
ลั่วอี้ยิ้มอย่างสบายอารมณ์ “หากเจ้าอยากให้ข้าไป ข้าก็พร้อมไปกับเจ้า”
ได้ยินลั่วอี้พูดเช่นนั้น ฉู่เมิ่งหลีก็โล่งใจขึ้นเล็กน้อย
นางเพียงแต่กลัวว่าลั่วอี้จะยังโกรธเคืองตระกูลฉู่ ไม่ยอมไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของบิดา
ถึงขนาดที่ตอนมานางเตรียมคำพูดไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่กลับไม่คิดว่าลั่วอี้จะตอบตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้
ฉู่เมิ่งหลีคิดว่า ลั่วอี้ที่หลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ตลอดนั้น ไม่ใช่ทางออกที่ดีในระยะยาว
สู้ถือโอกาสวันเกิดของฉู่เทียนคัวพ่อของนางกลับไปยังตระกูลฉู่ นับว่าเป็นที่พึ่งพิงในภายหลังก็ยังดี
พอถึงตอนนั้นฉู่เทียนคัวอารมณ์ดี นางก็พูดจาไพเราะอีกสักสองสามประโยค ลั่วอี้ก็มอบของขวัญเล็กน้อยให้ด้วยตัวเอง ต่อให้พ่อของนางอยากพูดอะไรก็คงไม่พูด
ต่อให้ตระกูลฉู่จะอ่อนแอเพียงใด แต่ท้ายที่สุดก็ยังเป็นตระกูลหนึ่ง ถึงวันหนึ่งตระกูลเฉินจะยกพวกมาหา ก็ยังมีตระกูลฉู่คอยขวางหน้าไว้ได้บ้าง
แต่สิ่งที่ทำให้ฉู่เมิ่งหลียิ่งว้าวุ่นใจยิ่งกว่าก็คือ เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉู่เทียนคัวได้มาที่เรือนส่วนตัวของนางด้วยตัวเอง
ยากนักที่จะใช้ฐานะและน้ำเสียงของพ่อพูดกับนางสักเรื่อง
และก็เพราะคำพูดนี้เอง ที่ทำให้ฉู่เมิ่งหลีพลิกตัวไปมานอนไม่หลับมาหลายคืน……
เสี่ยวฉานไม่เข้าใจโลก ฉู่เมิ่งหลีเองก็ไม่มีเพื่อนสนิทมานานหลายปี คิดไปคิดมา ดูเหมือนจะมีเพียงลั่วอี้เท่านั้นที่พอจะพูดคุยด้วยได้
แต่พอมาถึงที่นี่ เห็นลั่วอี้เข้า นางกลับไม่อยากพูดขึ้นมาฉับพลัน
ลั่วอี้สังเกตเห็นว่าวันนี้ฉู่เมิ่งหลีมีท่าทางผิดปกติ จึงอดถามไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้น? มีเรื่องกังวลใจหรือ?”
