“แย่แล้ว! เขื่อนแตก ต้องรีบหนีขึ้นที่สูง!” ผู้บังคับกองร้อยเคอตอบสนองไวมาก ตะโกนลั่น เสียงดังกังวานชัดเจนท่ามกลางความโกลาหล
เขาคว้าแขนไป๋ซิ่วฟางกับหลินอันอันที่ยังยืนนิ่งด้วยความตกใจคนละข้าง แล้วพาออกไปทันที
โจวเชิ่งหนานก็ตั้งสติได้ รีบยันโต๊ะไว้ก่อนจะชะโงกหน้าไปบอกป้าใต้โต๊ะว่า “เร็วเข้า! แจ้งชาวบ้านให้อพยพ ที่นี่สูงแค่ครึ่งเขาเท่านั้น ยังไม่ปลอดภัย ต้องหนีขึ้นไปอีก!”
หลินอันอันถูกผู้บังคับกองร้อยเคอลากไป ก้าวเท้าสะเปะสะปะ สมองว่างเปล่า ได้แต่เดินตามอย่างไม่มีสติ ไม่สนใจว่าสายฝนจะกระหน่ำใส่ตัวและใบหน้ามากแค่ไหน
“แล้วสหายที่หน่วยสนามล่ะ!”
พอถูกจับยัดขึ้นรถ หลินอันอันก็นึกถึงเพื่อนร่วมรบที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา พวกเขาพูดน้อย แต่ทุกคนล้วนเป็นคนดีมาก
ผู้บังคับกองร้อยเคอรอให้โจวเชิ่งหนานขึ้นรถก่อนจึงสตาร์ทเครื่อง สายตาจับจ้องไปข้างหน้า ขับมุ่งหน้าขึ้นเขาอย่างเร่งรีบ “ผมจะพาพวกคุณไปส่งที่ยอดเขาก่อน แล้วจะกลับลงไปรับพวกเขา”
ไป๋ซิ่วฟางหน้าซีดเผือด “พี่หมี แต่ว่า...”
“อย่าแต่อะไรเลย ผมมีรถ ไปกลับเดี๋ยวเดียว”
ไป๋ซิ่วฟางเม้มปากแน่น มือที่จับหลินอันอันออกแรงโดยไม่รู้ตัว น้ำตาไหลร่วงเป็นเม็ดใหญ่
หลินอันอันรับรู้ถึงแรงบีบจากมือไป๋ซิ่วฟางและสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวกับความกังวลของเธอ หล่อนข่มความตื่นตระหนกในใจไว้ กำมือไป๋ซิ่วฟางตอบ แต่กลับพูดปลอบใจไม่ออกสักคำ
