“...เป็นแค่ภาพลวงตาหรือ?”
หลินชิงอวิ๋นไม่ได้ใส่ใจกับความรู้สึกเมื่อครู่มากนัก ทั้งยังไม่ทันสังเกตว่าอาจารย์กำลังจับตาดู เขาจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ก่อนตวัดพู่กันลงบนกระดาษเซวียนจื่อจนบทกวีพลันสำเร็จในคราเดียว
ทิวทัศน์ยามวสันต์ลับลา
ยามสนธยาคล้อยภูผาไกล เรือคืนกลับบรรทุกจันทร์ช้า พงไพรลึกสดับเสียงวิหค ยามตะวันลับกลีบบุปผาร่วง
เมื่อบทกวีเสร็จสมบูรณ์ ความรู้สึกที่ว่ามีพลังบางอย่างไหลออกจากร่างผ่านปลายพู่กันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ในร่างกายรู้สึกว่างโหวงอยู่บ้าง
ทว่ากลับมีไออุ่นสายหนึ่งแผ่ออกมาจากกระดาษ
จากนั้นหลินชิงอวิ๋นก็รู้สึกว่าไออุ่นนั้นซึมเข้าสู่หว่างคิ้ว ทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้นในทันใด
ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรือไม่ ดวงตาที่สายตาสั้นลงเพราะคร่ำเคร่งร่ำเรียนมานาน ดูเหมือนจะมองเห็นได้ชัดขึ้นเล็กน้อยด้วย
“นี่มัน...?”
หลินชิงอวิ๋นมองมือทั้งสองข้างด้วยความฉงน ในเวลานั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
อาจารย์เฉินเดินมาข้างโต๊ะเรียนของเขาตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
อาจารย์หยิบบทกวีที่หมึกยังไม่แห้งสนิทขึ้นมา ลูบเคราพลางพินิจอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็กล่าวชมอย่างพึงพอใจว่า “ดีมาก! ภาพในบทกวีมีชีวิตชีวา อ่านแล้วมีรสชาติชวนให้ครุ่นคิด แม้ยังไม่ถึงขั้นผลงานชั้นดี แต่ก็ใกล้เคียงมากแล้ว ไม่ว่าจะเนื้อหาหรือตัวอักษร ล้วนพัฒนาขึ้นไม่น้อย”
“หากเจ้าสร้างบทกวีที่เปี่ยมพลังพรสวรรค์เช่นนี้ได้ในการสอบระดับอำเภอ ย่อมได้เป็นบัณฑิตเยาว์แน่นอน!”
กล่าวจบ อาจารย์ก็ไม่สนใจสายตาตกตะลึงของนักเรียนคนอื่น เดินถือบทกวีกลับไปนั่งบนแท่นบรรยาย จิบชาทีละน้อย พลางยิ้มมองดูอย่างพึงพอใจยิ่ง
“ยังไม่ถึงขั้นผลงานชั้นดีหรือ...?”
หลินชิงอวิ๋นเกาศีรษะ
เขาสืบทอดความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมา จึงรู้ว่าคำว่า “ยังไม่ถึงขั้นผลงานชั้นดี” ของอาจารย์ ไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรย แต่เป็นระดับของบทกวีและงานเขียนที่มีอยู่จริงในโลกนี้
เพราะโลกนี้มีพลังพรสวรรค์ บทกวีและงานเขียนทั้งปวงจึงสามารถวัดระดับได้จากปริมาณพลังพรสวรรค์ที่แฝงอยู่ในนั้น
เรียงจากต่ำไปสูง ได้แก่ ชั้นดี ชั้นยอด ชั้นเลิศ ชั้นล้ำค่า ชั้นสมบูรณ์ และชั้นเทพ!
