ในห้องพักฟังคดี
เจียงหว่านจือกำลังฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะ ใช้ปลายปากกาจิ้มกระดาษเล่นอย่างเบื่อหน่าย
พอได้ยินเสียงทหารเวรหน้าประตูรายงาน มือที่กำลังขยับของเธอก็ชะงักทันที
“ใคร?”
เจ้าหน้าที่ประจำการมองเธอ “พ่อของคุณครับ คุณเจียงเหยียนชวน”
สีหน้าของเจียงหว่านจือเปลี่ยนไปจนเรียกได้ว่าน่าดูทีเดียว
ไม่ใช่ความซาบซึ้ง ไม่ใช่ความตื่นตระหนก แต่เป็นความสิ้นหวังที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ
“จบเห่แล้ว”
เจ้าหน้าที่ประจำการมองเธออย่างงุนงง “นักเรียนเจียง พ่อคุณอุตส่าห์เดินทางไกลจากดาวหลวงมาหา ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ?”
เจียงหว่านจือทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ ถอนหายใจยาว
“คุณไม่เข้าใจหรอก”
“ฉันถูกพวกคุณกักตัวไว้ที่นี่ อย่างมากก็แค่ต้องเขียนรายงานสอบสวนเพิ่มอีกสองสามฉบับ”
“แต่พ่อฉันมานี่ ฉันต้องโดนบ่นไปอีกครึ่งปีเต็ม”
ถึงปากจะบ่น แต่ร่างกายกลับซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเอง
เจียงหว่านจือเผลอนั่งตัวตรง ยกมือขึ้นรวบผมหน้าม้าที่นอนจนยุ่งให้ลู่ไปด้านหลัง
พอทำท่านั้นเสร็จ เธอก็ชะงักไปก่อน
ภาพเหตุการณ์หนึ่งผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ตอนอายุสิบห้า เธอแอบหนีออกจากบ้านไปแข่งรถที่ท่ายานอวกาศ กว่าจะย่องกลับบ้านเก่าก็ตีสอง
เจียงเหยียนชวนยืนรอเธออยู่คนเดียวในห้องรับแขกที่มืดสลัว ไม่ได้ลงไม้ลงมือหรือขึ้นเสียง เพียงกวาดตามองผมที่ชี้ฟูของเธออย่างเย็นชา
ตอนนั้นเจียงหว่านจือก็ทำแบบนี้เหมือนกัน เธอยกมือขึ้นกดผมที่ยุ่งเหยิงอย่างรู้สึกผิด
จากนั้นเจียงเหยียนชวนก็ถามว่า “รู้ไหมว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว?”
เธอยังปากแข็งบอกว่าเทอร์มินัลพัง
เจียงเหยียนชวนไม่พูดพร่ำทำเพลง วางเทอร์มินัลส่วนตัวของตัวเองลงบนโต๊ะน้ำชาเสียงดัง “ตอนนี้รู้หรือยัง?”
ครั้งนั้น ยานพาหนะลอยฟ้าของเธอถูกยึดไปนานหนึ่งเดือนเต็ม
ความทรงจำชัดเจนถึงขนาดที่ยังเห็นลวดลายแกะสลักบนโคมไฟติดผนังสีเหลืองนวลในห้องรับแขกได้อย่างชัดแจ๋ว
เจียงหว่านจือส่ายหน้า พึมพำกับตัวเองว่า สมองของเจ้าของร่างเดิมนี่จำเรื่องน่าอายพวกนี้ได้แม่นเสียจริง
“กึก”
กลอนประตูปลดล็อก
เจ้าพ่อวงการธุรกิจที่เมื่อครู่เพิ่งโต้จนผู้อำนวยการโรงเรียนนิ่งอึ้ง ทั้งบนลานจอดยานและในโถงใหญ่ ก้าวยาว ๆ เข้ามา
