ค่ำคืนผ่านไปอย่างสงบ
รุ่งเช้าวันถัดมา เฉินฉางเซิงลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย จากนั้นจึงเปิดประตูห้องโอสถร้างออก แสงแดดภายนอกสาดส่องสดใส หมู่นกน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
ในตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มร่างอ้วนจ้ำม่ำหน้าตาซื่อ ๆ คนหนึ่งก็โผล่หน้าเข้ามาอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ ก่อนเอ่ยถามด้วยท่าทีเขินอายว่า “ท่านคือศิษย์พี่เฉินฉางเซิงหรือขอรับ?”
“เอ่อ... ข้าเอง เจ้าเป็น...”
เฉินฉางเซิงกวาดตามองเด็กหนุ่มร่างอ้วนอยู่หลายครั้ง เห็นว่าเขาขาวอวบ หน้าตาซื่อ ๆ แววตากระจ่างใส
น่ารักอยู่บ้าง
เด็กหนุ่มเกาท้ายทอยอย่างกระดากใจเล็กน้อย “ข้าชื่อจางต้าหู่ อยู่สวนสัตว์วิญญาณข้าง ๆ ข้าได้ยินเรื่องที่ท่านประสบมาแล้ว เห็นว่าน่าสงสารยิ่ง จึงเอาของกินมาฝาก”
พูดจบ เขาก็ล้วงไก่ย่างห่อใบบัวออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้ “รับไว้เถิด”
“อา! ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณมาก ศิษย์พี่จาง เข้ามานั่งข้างในสักครู่ดีหรือไม่?” เฉินฉางเซิงมองเด็กหนุ่มร่างอ้วนแล้วรู้สึกอบอุ่นในใจ ดูท่าโลกนี้จะมีคนดีอยู่ไม่น้อยจริง ๆ!
จางต้าหู่โบกมือ “ไม่ล่ะ ข้ายังต้องไปเก็บกวาดมูลสัตว์วิญญาณ ขอตัวก่อน”
จางต้าหู่เดินไปสองก้าวแล้วหันกลับมาเอ่ยว่า “ระวังหลี่หวยอันไว้ด้วย คนผู้นี้ชื่อเสียงไม่ค่อยดีนัก”
เฉินฉางเซิงพยักหน้า “ขอบคุณศิษย์พี่จาง”
“อืม กินเถิด หากมีเวลาข้าจะเอาของกินมาให้ใหม่” เด็กหนุ่มร่างอ้วนพูดจบก็เดินจากไปอย่างกระฉับกระเฉง
เฉินฉางเซิงไม่ได้กินไก่ย่างตัวนั้น แต่เอาไปมอบให้ผู้อาวุโสตันที่กำลังนอนหลับอยู่ในส่วนลึกของห้องโอสถร้าง
พอผู้อาวุโสตันเห็นไก่ย่าง ดวงตาก็หรี่ลงจนแทบเป็นเส้น “ไก่ย่างนี่ดีจริง เหมาะกับสุราชั้นเลิศ ชีวิตมีเรื่องสำราญเช่นนี้นับเป็นสุขยิ่ง!”
จากนั้นเขาก็เริ่มกินดื่มอย่างเอร็ดอร่อย
“ผู้อาวุโส ค่อย ๆ กินเถิด ข้าขอตัวไปทำธุระก่อนขอรับ!”
ในตอนนั้นเอง มีคนเข็นรถบรรทุกโอสถเสียมาส่ง ที่แท้ก็คือฉางหลง
ฉางหลงทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่กล่าวสิ่งใด ก่อนหมุนตัวจากไป
เฉินฉางเซิงเองก็ไม่ได้ทักทายเขา ฉางหลงเป็นเพื่อนร่วมงานในห้องโอสถ ทั้งสองเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทว่าเมื่อเกิดเรื่องขึ้น เขากลับไม่เอ่ยปากช่วยขอความเมตตาสักคำ ช่างน่าผิดหวังจริง ๆ
ใต้กองโอสถเสียมีหินวิญญาณระดับต่ำ 200 ก้อนกับโอสถอดอาหารจำนวนหนึ่งซุกอยู่
เฉินฉางเซิงเก็บหินวิญญาณกับโอสถอดอาหารทั้งหมดไว้ ดูท่าฉางหลงผู้นี้ยังพอมีความเป็นคนอยู่บ้าง ไม่ได้สูญสิ้นมนุษยธรรมไปเสียหมด
ในตอนนั้นเอง คนสามคนก็เดินเข้ามาอย่างวางอำนาจ ที่แท้คือหลี่หวยอันกับผู้ติดตามอีกสองคน
เฉินฉางเซิงมองคนผู้นั้นด้วยแววตาเย็นเยียบ “หลี่หวยอัน เจ้ายังกล้ามาอีกหรือ?”
หลี่หวยอันกวาดตามอง ก็เห็นหินวิญญาณกับโอสถอดอาหารที่ยังเก็บไม่ทัน ดวงตาจึงเป็นประกายขึ้นมา “เฉินฉางเซิง ได้ยินว่าเจ้าซ้อมหวังหู่เสียแล้ว เดิมทีวันนี้ข้าตั้งใจมาสั่งสอนเจ้าให้หนัก แต่ถ้าเจ้ายกหินวิญญาณกับโอสถพวกนี้ให้ข้า ข้าก็จะไม่ซ้อมเจ้า!”
“ถูกต้อง เฉินฉางเซิง เจ้าเป็นแค่คนไร้ค่า หลบอยู่ในห้องโอสถร้างไปทั้งชีวิต มีหินวิญญาณมากมายไปก็ฝึกตนไม่ได้ สู้เอามาแสดงความกตัญญูต่อพวกเราดีกว่า”
“ใช่แล้ว ของพวกนี้ฉางหลงให้เจ้ามาสินะ เช่นนั้นพวกเราจะช่วยรับไว้เอง”
พูดจบ พวกเขาก็เดินตรงไปยังหินวิญญาณ
หลี่หวยอันมีพลังบำเพ็ญอยู่ขั้นหลอมปราณจุดสูงสุด ส่วนอีกสองคนข้างกายก็อยู่ขั้นหลอมปราณช่วงปลาย หากสู้กันตัวต่อตัว เฉินฉางเซิงดูจะไม่มีโอกาสชนะนัก
ทว่าเฉินฉางเซิงดีดนิ้วครั้งหนึ่ง โอสถพิษเม็ดหนึ่งก็ระเบิดขึ้นอย่างฉับพลัน ควันดำพลันฟุ้งกระจาย หากทำให้หลี่หวยอันเดือดร้อนโดยไม่ต้องลงมือก็นับว่าดีไม่น้อย
“อ๊าก! มีพิษ!”
“แย่แล้ว ข้าโดนพิษ!”
ทั้งสามคนของหลี่หวยอันแตกตื่นวุ่นวาย เริ่มขับพิษออกจากร่าง พลังวิญญาณภายในกายต่างก็ไหลเวียนติดขัด
เฉินฉางเซิงต่อยหลี่หวยอันจนล้มลงกับพื้น จากนั้นเหยียบลงบนอกเขา “หลี่หวยอัน ที่ข้าตกต่ำถึงเพียงนี้ก็เป็นเพราะเจ้าแท้ ๆ ยังกล้ามาหาเรื่องอีกหรือ!”
