หวงเสวียเทาเห็นลู่จืออวี้เงียบไม่พูดอะไร จึงรินชาอีกถ้วยแล้วเลื่อนไปตรงหน้า ผิวน้ำชากระเพื่อมเบา ๆ กลิ่นหอมลอยอบอวลอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
“เสี่ยวลู่ ฉันไม่ได้หมายความว่าพอเจออุปสรรคแล้วเราจะเลิกทำ หรือหยุดอยู่กับที่ แต่ยังไงก็ต้องเหลือทางทำมาหากินไว้ให้คนธรรมดาบ้าง ถ้าคนตกงานก็ไม่มีเงินซื้อผลไม้ของฉันแล้ว ต่อให้ผลิตได้เยอะแค่ไหนจะมีประโยชน์อะไร สุดท้ายก็เน่าอยู่ในสวนอยู่ดี จริงไหม?”
เขายิ้ม น้ำเสียงเปลี่ยนกลับมาเป็นจังหวะพูดคุยเรื่องธุรกิจ “แต่ระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์นี่ต้องทำแน่นอน”
“ฝ่ายเอกสารบ่นทุกวันว่าระบบค้าง พวกพี่น้องก็บ่นกันทุกวันว่าเขียนป้ายด้วยมือจนมือแทบหงิก ฉันเองก็อยากให้งานพวกเขาสบายขึ้นหน่อย”
“เพราะงั้น ฉันอยากให้นายทำระบบที่พวกเขาเรียนรู้ได้ง่าย ใช้งานแล้วทำงานสบายขึ้นก็พอ”
“ใช้เครื่องสแกนอาร์เอฟสแกนรับเข้าและจ่ายออก พิมพ์ป้ายอัตโนมัติ อัปเดตสต็อกแบบเรียลไทม์ แล้วก็ตรวจสอบตำแหน่งจัดเก็บได้
“ส่วนอะไรที่ซับซ้อนกว่านี้ ลุงโจวกับพวกเขาเรียนไม่ไหว แถมไม่จำเป็นด้วย”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเสริมว่า “แน่นอน ฉันรู้ว่าสำหรับนายแล้ว นี่อาจเป็นแค่โปรเจกต์เล็ก ๆ ที่ไม่ควรค่าแก่การพูดถึง”
“เมื่อก่อนนายทำงานฝ่ายเทคนิคให้บริษัทที่มีมูลค่าตลาดเป็นแสนล้าน การเขียนระบบคลังสินค้าเล็ก ๆ แบบนี้ก็เหมือนเอามีดฆ่าวัวไปฆ่าไก่จริง ๆ”
“ถ้านายอยากทำก็ทำ ถ้าไม่อยากทำ ก็ถือว่าพี่ชายคนนี้ไม่เคยพูดแล้วกัน”
ลู่จืออวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “พี่เทา ผมคิดไม่รอบคอบเอง”
“เทคโนโลยีจะล้ำแค่ไหนก็ควรรับใช้คน ไม่ใช่ให้คนรับใช้เทคโนโลยี ผมยินดีทำครับ”
หวงเสวียเทายิ้มกว้าง “งั้นก็ดี แล้วนายอยากร่วมมือกันยังไง?”
ลู่จืออวี้ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ชาเย็นลงแล้ว รสหวานชุ่มคอของชาตานฉงค่อย ๆ แผ่ซ่านที่โคนลิ้น
