กลับถึงบ้าน ซ่งเค่อหนิงวางถุงกระดาษใส่ชุดคลุมท้องไว้บนเตียงในห้องนอน ก่อนหิ้วถุงของสดเดินตรงเข้าครัว
หม้อดินใบนี้เธอเลือกซื้อจากร้านขายของชำข้างตลาดสดในวันที่สองหลังย้ายบ้าน เป็นหม้อดินเผาสีน้ำตาลดำเนื้อหยาบ เจ้าของร้านบอกว่าหม้อแบบนี้ระบายอากาศได้ดี ตุ๋นซุปออกมาแล้วน้ำจะเข้มข้น
เธอเทเนื้อไก่ที่ลวกน้ำร้อนแล้วลงในหม้อดิน ใช้มีดกรีดเกาลัดเป็นรอยกากบาทก่อนนำไปต้ม จะได้ปอกเปลือกง่ายขึ้น จากนั้นก็ทุบขิงสองชิ้น
พอน้ำซุปเดือด เธอก็หรี่ไฟเตาแก๊สลงจนเหลือไฟอ่อน เปลวไฟสีน้ำเงินเลียก้นหม้อดิน ไอสีขาวบาง ๆ ลอยออกมาจากช่องว่างใต้ฝาหม้อ
ลู่จืออวี้ยืนอยู่อีกฝั่งของเตา กำลังเทข้าวที่ซาวแล้วลงหม้อหุงข้าว
ตอนนี้เขาซาวข้าวได้โดยไม่ต้องคิดแล้ว ข้าวสามถ้วย เติมน้ำให้ท่วมหลังมือ แล้วกดปุ่มหุงข้าว
ซาวข้าวเสร็จ เขาก็หยิบกระเทียมสองหัวจากตู้กับข้าวออกมา นั่งยอง ๆ ข้างถังขยะแล้วแกะเปลือก
“ลู่จืออวี้ นายทำพวกนี้คล่องขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ”
ซ่งเค่อหนิงวางทัพพีไว้บนจานกระเบื้องใบหนึ่ง พิงตู้กับข้าวมองเขาแกะเปลือกกระเทียมทีละกลีบแล้วโยนลงถังขยะ
เธอนึกถึงตอนที่เขาเข้าครัวครั้งแรกเมื่อสี่เดือนก่อน ตอนตอกไข่ก็ทำเปลือกไข่ตกลงหม้อ แถมตอนต้มโจ๊กยังใส่น้ำในสัดส่วนของการหุงข้าวอีกด้วย
“ยังไงก็ต้องเรียนรู้ไว้”
ลู่จืออวี้วางกระเทียมที่แกะเปลือกแล้วลงบนเขียง ใช้สันมีดทุบให้แบน ก่อนสับเป็นกระเทียมสับ
“ต่อไปเธอสอนฉันตุ๋นซุปนะ ตอนเธออยู่เดือนต้องดื่มซุปไก่ทุกวัน”
พอซ่งเค่อหนิงได้ยินเขาพูดแบบนั้น ก็ขนลุกซู่ทันที
ในหัวเริ่มฉายภาพตัวเองนั่งพิงเตียง แล้วลู่จืออวี้ยกซุปไก่มาให้ชามแล้วชามเล่า
มื้อเช้าซุปไก่ มื้อกลางวันซุปไก่ มื้อเย็นซุปไก่ กินไก่ทุกมื้อ
“อยู่เดือนก็ไม่ต้องดื่มซุปไก่ทุกวันนี่ นายตุ๋นอย่างอื่นได้ด้วย อย่างซุปขาหมูถั่วลิสงช่วยเรียกน้ำนม ซุปปลาตะเพียนเต้าหู้ก็ได้ สลับกันไป”
