อีกฝ่ายอายุราว 40 ปี สวมเสื้อกั๊กสีแดงของซูเปอร์มาร์เก็ต ป้ายชื่อบนอกพิมพ์คำว่า ผู้จัดการร้าน
ตอนนี้เขาเหงื่อท่วมตัว โทรโข่งห้อยอยู่ในมือ เห็นได้ชัดว่าตะโกนจนหมดแรงแล้ว
“สวัสดีค่ะผู้จัดการ” ซ่งเค่อหนิงเดินเข้าไปหาอย่างสง่าผ่าเผย น้ำเสียงไม่ประจบและไม่วางท่า “สามีฉันทำงานด้านเทคนิค เขาเชี่ยวชาญระบบแคชเชียร์แบบนี้ ให้เขาลองช่วยดูไหมคะ?”
ผู้จัดการร้านเงยหน้าขึ้น มองซ่งเค่อหนิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะมองเลยไปยังลู่จืออวี้ที่ยืนอยู่ด้านหลัง รูปร่างสูงโปร่ง หน้าม้าดูเหมือนถูกหมาแทะ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อของเขาลดลง
ทว่าทั้งคู่แต่งตัวเรียบง่าย ดูธรรมดา แถมยังไม่สวมแว่นสักคน มองอย่างไรก็ไม่เหมือนโปรแกรมเมอร์มืออาชีพที่ซ่อมระบบเป็น
“คุณผู้หญิง สามีคุณมีใบรับรองหรือเอกสารยืนยันประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องไหมครับ?”
“มีค่ะ แต่ไม่ได้พกมา คุณให้เขาลองฝีมือก่อนได้ค่ะ” ซ่งเค่อหนิงไม่อ้อมค้อม ชี้ให้เห็นสถานการณ์ตรงหน้า
“คุณก็เห็นแล้วว่าคิวยาวขนาดไหน ลูกค้าเริ่มไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ สินค้าที่ถูกทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์ก็กองสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ ความเสียหายคงไม่น้อยเลยค่ะ”
“สามีฉันอยู่ตรงนี้ ถ้าซ่อมไม่ได้ก็ไม่คิดเงินสักหยวน คุณไม่มีความเสี่ยงอะไรเลย คุณรอมาตั้งชั่วโมงแล้ว แสดงว่าซ่อมจากระยะไกลคงไม่ได้ผลแน่ ๆ”
“ช่างเทคนิคคนนั้นเอาแต่บอกว่าใกล้ถึงแล้ว แต่ผ่านไปเป็นชั่วโมงก็ยังไม่มาถึงใช่ไหมคะ?”
ผู้จัดการร้านมองตามสายตาของเธอ ใจหล่นวูบลงทันที
สินค้าที่ถูกทิ้งมีอยู่ทั่วทุกแห่ง พนักงานส่งเสริมการขายเก็บกลับเข้าที่แทบไม่ทัน ลูกค้าบางคนก็โมโหจนเดินออกไป ทิ้งสินค้าที่เลือกแล้วไว้ตามใจชอบ
เปิดร้านวันแรกก็วุ่นวายถึงขนาดนี้ ถ้าแพร่ออกไป ชื่อเสียงคงพังไม่เป็นท่า
บริษัทระบบที่สำนักงานใหญ่ร่วมงานด้วยเก็บค่าบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ปีละ 30% แต่เอาแต่แก้ปัญหาจากระยะไกล พอถึงจังหวะสำคัญที่ต้องมาหน้างานจริง ๆ ก็เอาแต่บอกว่ากำลังเดินทางอยู่ตลอด
