ในห้องครัวไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไอร้อนผสมกับกลิ่นอาหารอบอวลไปทั่วจนกลายเป็นเหมือนซึ้งนึ่งใบเล็ก ๆ
ซ่งเค่อหนิงย้ายพัดลมตั้งพื้นจากห้องนั่งเล่นมาตั้งไว้ตรงประตูห้องครัว เปิดแรงสุดแล้วหันหัวพัดลมไปทางเตาให้ส่ายไปมา
“พี่เผิง ช่วยหยิบผักกวางตุ้งที่เหลือจากเมื่อวานในตู้เย็นออกมาให้หน่อยค่ะ”
เผิงรุ่ยหันไปเปิดตู้เย็น หยิบผักกวางตุ้งออกมาแล้วหันกลับมา เห็นซ่งเค่อหนิงใช้มือข้างหนึ่งเท้าหลัง อีกข้างถือทัพพีพลิกซี่โครงหมูที่กำลังลวกอยู่
เม็ดเหงื่อบนหน้าผากไหลลงมาตามขมับ เสื้อยืดด้านหลังมีรอยเปียกเป็นปื้นสีเข้มเล็ก ๆ
เมื่อสายลมจากพัดลมพัดมา เส้นผมหน้าม้าของเธอก็ปลิวขึ้น เผยให้เห็นหน้าผากเกลี้ยงเกลาและแววตาจดจ่อ
เผิงรุ่ยอดถามไม่ได้ “เค่อหนิง จริง ๆ ตอนเที่ยงให้ลู่จืออวี้กินอาหารจานด่วนข้างนอกก็ได้นี่นา ท้องอยู่แท้ ๆ ยังเหนื่อยทำกับข้าวให้เขาอีกเหรอ?”
ซ่งเค่อหนิงวางทัพพีลงบนเตา ใช้หลังมือเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วหันมาเอนพิงขอบเตา
“ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลยค่ะ จริง ๆ แล้วลู่จืออวี้นอนวันละสี่ห้าชั่วโมงจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว”
เธอหันไปปิดไฟอีกครั้ง ก่อนตักซี่โครงหมูขึ้นมาล้างน้ำ “เขาขยันทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวขนาดนี้ ฉันก็อยากให้กลับบ้านมาแล้วมีข้าวร้อน ๆ กิน การแต่งงานก็คือชีวิตของคนสองคนที่ดีกว่าตอนอยู่คนเดียว ไม่อย่างนั้นจะแต่งงานไปทำไม”
“ถ้าคิดแต่เรื่องของตัวเอง ก็ไม่ต้องแต่งงานหรอก อยู่คนเดียวก็ดีออก”
เผิงรุ่ยฟังแล้วนึกถึงชีวิตแต่งงานสามปีของตัวเอง เจียงถิงอันออกไปสังสรรค์ทุกวัน ส่วนเธอกินแต่เบนโตะอาหารคลีน
จำนวนครั้งที่ทั้งคู่ได้นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกันน้อยจนใช้มือข้างเดียวก็นับครบ
“ไม่นึกเลยว่าเธอจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ดีเหมือนกัน”
ซ่งเค่อหนิงยิ้ม “ดูวิดีโอเยอะน่ะค่ะ มีบล็อกเกอร์ให้คำปรึกษาความรักคนหนึ่งบอกว่า แก่นแท้ของชีวิตคู่ไม่ใช่ใครเลี้ยงใคร แต่คือการใช้ชีวิตไปด้วยกัน”
“เงื่อนไขของการใช้ชีวิตด้วยกันก็คือ ทั้งสองคนเต็มใจนอนให้น้อยลงและลงมือทำให้มากขึ้นเพื่อครอบครัว”
เธอหันไปเปิดฝาหม้อดิน ตักน้ำแกงขึ้นมาชิมเล็กน้อยแล้วเติมเกลืออีกครึ่งช้อน
