“อะไรนะ! ไปจัดงานแต่งให้ผมตั้งแต่เมื่อไหร่?”
หลี่จวนเย่ลูบใบหน้าหล่อเหลาอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนถามว่า “หน้าตาอย่างผม ฐานะครอบครัวอย่างผม คุณทวดยังกลัวว่าผมจะขึ้นคานอีกหรือไง?”
“ไอ้เด็กนี่ พูดจาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง...”
เดิมทีหลี่ติ้งกั๋วตั้งใจจะดุด่าให้สักหน่อย แต่พอเห็นบิดาส่งสายตาดุดันแฝงแววข่มขู่มาให้ ก็กลืนคำที่ยังพูดไม่จบลงคอไปทันที
หลี่หยวนซานตบไหล่หลี่จวนเย่เบา ๆ แล้วยิ้มบาง ๆ “รูปของสาวน้อยคนนั้น ฉันดูแล้ว หน้าตาเป็นศรีภรรยา ได้แต่งกับเธอนับเป็นบุญที่แกสั่งสมมาจากชาติที่แล้วเลยนะ!”
มุมปากหลี่จวนเย่กระตุกสองสามครั้ง ก่อนพูดหยอกว่า “ทวดครับ ตั้งแต่เมื่อไหร่ทวดถึงดูดวงเป็นแล้ว?”
หญิงงามเพียบพร้อม ชายชาตรีล้วนใฝ่หา
ถ้าอีกฝ่ายเป็นสาวงามชั้นยอด เขาอาจจะยอมรับด้วยความยินดีก็ได้
แต่ถ้าเกิดเป็นยายเป็ดขี้เหร่ขึ้นมาล่ะ?
เอาเข้าจริง คำว่า ‘หน้าตาเป็นศรีภรรยา’ ในปากคนรุ่นเก่า ส่วนมากก็มักหมายถึงคนหน้ากลมแป้นเหมือนแผ่นแป้ง...
หลี่จวนเย่ไม่กล้าคิดต่อไป ในใจตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่ยอมรับธรรมเนียมการคลุมถุงชนอันล้าหลังนี้ งานแต่งครั้งนี้ต้องยกเลิกให้ได้!
“ฉันบอกแกไว้เลย งานแต่งนี้ทวดของแกเป็นคนรับปากด้วยตัวเอง แกจะแต่งก็ต้องแต่ง ไม่แต่งก็ต้องแต่ง!”
หลี่ติ้งกั๋วสั่งเสียงเข้ม สีหน้าเคร่งขรึม
“ป๊อก!”
“โอ๊ย!”
หลี่หยวนซานเขกหัวหลี่ติ้งกั๋วทีหนึ่ง แล้วดุอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่แกไม่เคยจำเลยหรือไง! หรือคิดว่าตัวเองมีดาวห้าดวงบนบ่าแล้ว ฉันจะไม่กล้าลงมือกับแก?”
“ไม่กล้าครับ ไม่กล้า!”
หลี่ติ้งกั๋วหดคอ ใบหน้าแก่ชราปรากฏรอยยิ้มขมขื่น ก่อนหันไปพูดกับหลี่จวนเย่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นฉับพลัน “หลานรัก ทวดของแกเป็นคนรักษาคำพูดมาตลอด ในเมื่อรับปากด้วยตัวเองแล้ว...”
“พอแล้ว ๆ”
หลี่จวนเย่ทำท่ารำคาญแล้วขัดขึ้นว่า “เรื่องนี้ผมจัดการเอง”
พูดทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งแล้วก็หันหลังเดินจากไป
หลี่หยวนซานกับหลี่ติ้งกั๋วมองตามแผ่นหลังของหลี่จวนเย่ ก่อนสบตากัน
“พ่อครับ จวนเย่กลับมาเอาตอนหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ มันช่าง...”
ใบหน้าหลี่ติ้งกั๋วเต็มไปด้วยความกังวล พูดแล้วก็หยุดไว้กลางคัน
ตระกูลเย่กำลังจะเกี่ยวดองกับตระกูลเจียงแห่งเมืองจิ้นเฉิงอยู่แล้ว แต่หลี่จวนเย่ดันโผล่มาตอนนี้พอดี ไม่ต่างอะไรกับการทำให้ผู้คนหวนคิดถึงคดีฉาวที่สะเทือนไปทั่วหวงเฉิงเมื่อสามปีก่อน!
พอเป็นแบบนี้ คนจำนวนมากย่อมคิดว่าตระกูลหลี่จงใจทำ เพื่อให้ตระกูลเย่ขายหน้า!
หลี่หยวนซานเหลือบมองลูกชายอย่างไม่พอใจ ก่อนกล่าวอย่างกร้าวแกร่งว่า “เหลนของฉันแค่กลับบ้านตัวเอง ใครกล้าพูดค้านแม้แต่คำเดียว?”
เมื่อสามปีก่อน ตอนส่งหลี่จวนเย่ไปยังสถานที่บ้า ๆ นั่น ชายชราผู้นี้เจ็บปวดใจเป็นอย่างมาก
ถ้าไม่ใช่เพราะหลี่ติ้งกั๋วรับประกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า แค่ส่งหลี่จวนเย่ไปดัดนิสัยเท่านั้น อีกสามปีจะไปรับกลับมาอย่างปลอดภัย เขาไม่มีทางยอมตกลงเด็ดขาด
ต่อให้ต้องแตกหักกับตระกูลเย่จนพินาศกันไปข้าง เขาก็ไม่สน!
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ที่ฉันอยากรู้มากกว่าคือไอ้เด็กเหลือขอนั่นกลับมาจากสถานที่บ้า ๆ นั่นได้ยังไง”
หลี่หยวนซานหรี่ตาลง
ได้ยินเช่นนั้น หลี่ติ้งกั๋วขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วพูดตามตรงว่า “ผมยังคิดว่าจะรออีกสักพัก พอจัดงานมงคลของตระกูลเย่เสร็จแล้ว ค่อยลอบจัดการพาไอ้เด็กเหลือขอกลับมา ไม่คิดว่าเขาจะกลับมาเองเสียได้! แต่กลับมายังไงกันนะ แปลกจริง ๆ...”
“อยากรู้แล้วทำไมไม่ไปสืบ? ฉันเลี้ยงลูกโง่ ๆ อย่างแกมาได้ยังไงกัน!”
หลี่หยวนซานทำหน้าขึงขัง
หลี่ติ้งกั๋วกลืนน้ำลาย สีหน้าขมขื่น
“ครับ ๆ ผมจะไปสืบเดี๋ยวนี้!”
......
ยามค่ำคืน
หม้อไฟเนื้อสุนัขรสชาติไม่เลว หลี่จวนเย่กินจนปากมันเยิ้ม
“คุณชาย มีเรื่องหนึ่งไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือเปล่า!”
โก่วฟู่กุ้ยเอ่ยอย่างอึกอัก
“โอ้โฮ ไม่เจอกันตั้งหลายปี แกหัดเล่นลิ้นเป็นแล้วนี่!”
หลี่จวนเย่บีบนิ้วมือทั้งสองข้างจนลั่นกร๊อบแกร๊บ เป็นการข่มขู่ที่เห็นได้ชัด
เห็นดังนั้น โก่วฟู่กุ้ยก็รีบยิ้มเจื่อน ๆ “คุณชายอย่าเพิ่งโมโห ผมผิดเอง ที่จริงผมอยากบอกว่าเมื่อสามปีก่อนคุณชายอาจถูกวางแผนเล่นงาน!”
“ใช่ ๆ!”
อู่เซียงหวางที่อยู่ข้าง ๆ เช็ดปากแล้วเสริมว่า “ฟู่กุ้ยพูดถูก หลายปีมานี้ผมครุ่นคิดอยู่ไม่รู้กี่คืน ด้วยสติปัญญาที่เทียบชั้นไอน์สไตน์ได้ ในที่สุดก็สรุปได้ว่า ตอนนั้นมีคนจงใจใส่ร้ายคุณชาย!”
“แกพูดเหลวไหล! ข้อสรุปนี้ฉันเป็นคนคิดได้ต่างหาก!”
พอโก่วฟู่กุ้ยเห็นความดีความชอบของตัวเองกำลังจะถูกแย่งไป ก็โมโหจนอยากบีบคออู่เซียงหวางให้ตายคามือ
อู่เซียงหวางไม่สะทกสะท้าน แล้วยังกล่าวความดีความชอบต่อไปว่า “คุณชาย อย่าไปฟังฟู่กุ้ยพูดเพ้อเจ้อ ผมบอกคุณชายเลยนะ คนที่ใส่ร้ายคุณชายเมื่อสามปีก่อน ร้อยทั้งร้อยต้องเป็นหลี่ซิว!”
“ใช่ ไอ้คนเสแสร้งหน้าซื่อใจคดนั่นแหละ!”
โก่วฟู่กุ้ยวางอคติลง แล้วพยักหน้าเห็นด้วยเต็มที่
มุมปากหลี่จวนเย่ยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยชมว่า “พวกแกสองคนสมกับเป็นมือขวาที่ฉันไว้ใจที่สุดจริง ๆ ฉันมองคนไม่ผิดเลย!”
“เป็นหน้าที่อยู่แล้วครับ เพื่อคุณชาย ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ กระโดดลงกระทะน้ำมัน พวกเราสองคนก็ยอม...”
อู่เซียงหวางยังอยากแสดงความภักดีต่อ แต่หลี่จวนเย่ยกมือห้าม “พอแล้ว เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว ตอนนี้ตามฉันออกไปข้างนอกหน่อย”
“คุณชายจะไปเซียงหลานฟางใช่ไหมครับ? ช่วงนี้มีสาวตะวันตกมาใหม่ตั้งหลายคน หน้าตาแบบนั้น รูปร่างแบบนั้น จุ๊ ๆ...”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เครื่องบินเที่ยวหนึ่งออกจากหวงเฉิงมุ่งหน้าสู่เมืองเสวียนเฉิง
โก่วฟู่กุ้ยนั่งชิดกับอู่เซียงหวาง ทั้งคู่มองหน้ากันไปมา
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณชายเนี่ย ดึกดื่นไม่ไปเซียงหลานฟาง แต่พาพวกเรามาเมืองเสวียนเฉิงทำไม?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง!”
“แกไม่ใช่บอกว่าสติปัญญาของตัวเองเทียบชั้นไอน์สไตน์ได้หรือไง?”
โก่วฟู่กุ้ยทำหน้าเหยียดหยาม
อู่เซียงหวางแค่นเสียง แล้วพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “โม้ผิดกฎหมายหรือไง? มีกฎหมายข้อไหนห้ามโม้บ้าง?”
อีกด้านหนึ่ง
หลี่จวนเย่ถือวารสารอยู่ในมือ ดูราวกับกำลังอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ในเวลาแค่สองนาที สายตาของเขาแอบมองผู้หญิงข้างกายไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง!
ผู้หญิงคนนั้นอายุยี่สิบต้น ๆ เครื่องหน้าประณีตราวกับพระเจ้าบรรจงแกะสลัก ริมฝีปากแดงฟันขาว ผิวขาวผ่องงดงาม
รูปร่างอวบอิ่มอรชร งดงามเย้ายวน ทว่าก็คล้ายมีความปราดเปรียวเบาสบายแฝงอยู่ด้วย
งามจนแทบละสายตาไม่ได้!
หลี่จวนเย่คิดว่าตนเองเคยพบสาวงามชั้นยอดมาไม่น้อยแล้ว แต่เว้นเพียงเย่ชิงเฉิงที่เคยมีสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับเขา ผู้หญิงคนอื่นล้วนหม่นแสงไปเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาวข้างกายคนนี้
เฉินชิงเหยารู้สึกมาตลอดว่ามีคนกำลังแอบมองเธอ แต่พอกวาดตามองรอบ ๆ อยู่หลายครั้ง ผู้โดยสารทุกคนก็นั่งเรียบร้อยดี แม้แต่ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาไม่ธรรมดาที่นั่งข้างเธอ ก็ไม่ได้ทำท่าล่วงเกินแม้แต่น้อย
แต่เธอเชื่อว่าลางสังหรณ์ของตัวเองไม่มีทางผิด!
“หนุ่มหล่อ คุณแอบมองฉันมาตลอดหรือเปล่า?”
เฉินชิงเหยาถามด้วยรอยยิ้ม
หลี่จวนเย่วางวารสารในมือลง แล้วชี้นิ้วมาที่จมูกตัวเองก่อนถามกลับว่า “คุณกำลังพูดกับผมเหรอ?”
เฉินชิงเหยาพยักหน้าเบา ๆ
“อ้อ ผมมองคุณอยู่จริง ๆ”
หลี่จวนเย่ยอมรับตรง ๆ
หืม?
คำตอบนี้ทำให้เฉินชิงเหยาชะงักไป เธอนึกว่าหลี่จวนเย่จะปฏิเสธหัวชนฝา ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะยอมรับอย่างเปิดเผย
“คุณไม่ชอบให้ผมแอบมองเหรอ?”
หลี่จวนเย่ฉีกยิ้ม
“งั้นเอาแบบนี้ ผมมองคุณโต้ง ๆ เลยก็แล้วกัน...”
