หวังเปียวใจเต้นวูบ แผ่นหลังพลันชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
หรือว่ามันจะรู้แล้วว่าเป็นฝีมือข้า?
เขารีบเงยหน้าขึ้น แสร้งทำสีหน้าหวาดหวั่น “ใต้เท้าโปรดพิจารณาให้กระจ่าง! คืนนี้พวกข้าน้อยเข้าเวรอยู่ค่ายด้านหลัง ซึ่งอยู่ห่างจากเรือนหลักพอสมควร พอได้ยินเสียงเอะอะก็รีบมาทันที มิได้ล่าช้าแม้แต่น้อยขอรับ!”
“ค่ายด้านหลังอยู่ห่างจากเรือนหลักเพียงถนนสายเดียว” ฉินหู่เอ่ยเสียงเรียบ “เรือนของข้าถูกไฟไหม้ไปนานถึงหนึ่งก้านธูป เปลวไฟพุ่งสูงเสียดฟ้า ต่อให้พวกเจ้าคลานมา ก็ควรจะมาถึงแล้ว”
หวังเปียวขบฟัน ฝืนแก้ตัวว่า “ใต้เท้า คืนนี้ลมแรง อากาศแห้ง ไฟลุกลามขึ้นอย่างกะทันหัน พี่น้องทั้งหลายฝึกฝนกันจนเหน็ดเหนื่อยทุกวัน จึงหลับสนิทไปบ้าง ทำให้ล่าช้าไปเพียงครู่เดียว หากใต้เท้าจะลงโทษ ข้าน้อยขอรับผิดไว้แต่ผู้เดียว!”
ถ้อยคำฟังดูชอบธรรมยิ่งนัก ผลักความผิดให้การหลับสนิท อย่างมากก็เป็นเพียงการละเลยต่อหน้าที่
ฉินหู่มองเขาโดยไม่พูดอะไร
เขาหันกายกลับ เดินอย่างองอาจทีละก้าว มุ่งตรงไปหาหวังเปียว
ตึง! ตึง! ตึง!
ทุกก้าวราวกับเหยียบลงบนหัวใจของหวังเปียว
แรงกดดันไร้รูปร่างนี้ทำให้ความขุ่นเคืองบนใบหน้าของหวังเปียวค่อย ๆ เลือนหาย แทนที่ด้วยความลนลานที่ยากจะสังเกตเห็น
เขาถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ ถูกบารมีของฉินหู่กดดันจนแทบยืนไม่อยู่
ฉินหู่หยุดยืนห่างจากเขาสามก้าว เงาร่างสูงใหญ่ทอดคลุมหวังเปียวจนมิด
“บอกข้ามา ใครสั่งให้เจ้าทำเช่นนี้?”
คำถามนั้นราบเรียบ ไร้ความรู้สึก แต่กลับทำให้ผู้ฟังใจสั่นยิ่งกว่าการซักถามใด ๆ ราวกับเขามั่นใจแล้วว่าหวังเปียวเป็นคนวางเพลิง
