“อ๊า พลังปราณของข้า! ห้วงวิญญาณทมิฬ ห้วงวิญญาณทมิฬของเจ้ายังไม่ถูกทำลาย!”
ถูกฉินฉางเซิงคลี่คลายการโจมตีของตนได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ แถมยังรู้สึกได้ว่าพลังปราณในร่างตนไหลทะลักสู่ฝ่ามืออีกฝ่ายไม่หยุด จ้าวเสี่ยวซานก็อดร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนกไม่ได้
พลังดูดกลืนของห้วงวิญญาณทมิฬมีทั้งขีดจำกัดความเร็วและประสิทธิภาพ
หากจ้าวเสี่ยวซานแข็งแกร่งเกินไป ก็ย่อมสลัดหลุดจากการดูดกลืนของฉินฉางเซิงได้โดยง่าย
แต่น่าเสียดายที่จ้าวเสี่ยวซานเป็นเพียงสุนัขรับใช้ข้างกายมู่ชิงซานคนหนึ่ง กระทั่งห้วงวิญญาณยังไม่ตื่นรู้ ระดับบำเพ็ญก็แค่ขั้นฝึกลมปราณขั้นสาม พลังปราณในร่างน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ยามนี้ถูกฉินฉางเซิงยึดกำปั้นไว้ ชั่วขณะก็สลัดไม่หลุด พลังปราณที่น้อยนิดในร่างก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างฉินฉางเซิงไม่ขาดสาย
“เกิดอะไรขึ้น คุณชายน้อยมิใช่หรือที่บอกว่า ห้วงวิญญาณทมิฬของไอ้หนูนี่ดูดกลืนพิษเย็นของคุณหนูซีเอ๋อร์มากเกินไป จวนจะดับสูญอยู่รอมร่อแล้ว เหตุใดยังแสดงอานุภาพได้!”
ได้ยินคำพูดของจ้าวเสี่ยวซาน หวงซื่อก็อดตกใจไม่ได้
ทว่าในพลันถัดมา หวงซื่อก็ได้สติ ฉวยจังหวะที่ฉินฉางเซิงกำลังพันตูกับจ้าวเสี่ยวซาน หวงซื่อตะเบ็งเสียงลั่น พุ่งเข้าใส่ “ไอ้หนู ตายเสียเถิด!”
ฉินฉางเซิงเห็นดังนั้นก็ส่งเสียงเหยียดเย็น ขณะนี้พลังปราณในร่างจ้าวเสี่ยวซานที่น้อยนิดแต่เดิม ถูกฉินฉางเซิงดูดกลืนจนเกลี้ยงแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น จ้าวเสี่ยวซานที่ถูกดูดพลังปราณกะทันหัน รู้สึกได้แต่เพียงร่างทั้งร่างอ่อนปวกเปียก หมดเรี่ยวแรงอย่างที่สุด
ฉินฉางเซิงถีบจ้าวเสี่ยวซานกระเด็นออกไป พุ่งเข้าใส่หวงซื่อที่ฟาดฝ่ามือมา
หวงซื่อเห็นดังนั้นก็ตกใจ ไม่ทันชักกระบวนท่า ฝ่ามือฟาดลงกลางหลังของจ้าวเสี่ยวซานที่ถูกถีบกระเด็นมา
“อ๊าก...”
จ้าวเสี่ยวซานร้องโหยหวน เลือดสดกระอักออกมาคำโต
สีหน้าหวงซื่อเปลี่ยนไปในทันใด กำลังจะอธิบาย แต่ฉินฉางเซิงในจังหวะที่ถีบจ้าวเสี่ยวซานกระเด็น ก็เคลื่อนร่างเข้าประชิดชั่วพริบตา ยกหมัดทุบใส่หวงซื่ออย่างแรง
หลังจากดูดกลืนพลังปราณในร่างจ้าวเสี่ยวซานจนหมด ภายในร่างฉินฉางเซิงก็มีพลังปราณอยู่บ้างในที่สุด
แม้พลังปราณนี้จะอ่อนยิ่ง แต่อาศัยระดับบำเพ็ญที่เหนือกว่าคู่ต่อสู้มาแต่เดิม กายเนื้อที่ผ่านการหลอมจนแกร่งกล้า บวกกับคุณสมบัติการดูดกลืนของห้วงวิญญาณทมิฬ ต่อให้หวงซื่อจะมีระดับบำเพ็ญสูงกว่าจ้าวเสี่ยวซานเล็กน้อย ขั้นฝึกลมปราณขั้นสี่ ก็หาใช่คู่ต่อสู้ของฉินฉางเซิงไม่
ไหนจะจังหวะหมัดของฉินฉางเซิงยังเหมาะเจาะ ฉกฉวยชั่วขณะที่หวงซื่อฟาดฝ่ามือโดนจ้าวเสี่ยวซานเข้าโจมตี
หวงซื่อลนลานในบัดดล ได้แต่รีบกำหมัดรับมืออย่างลวกๆ
“ตูม!”
สองหมัดปะทะกัน เกิดเสียงทุ้มหนักดังขึ้น
พร้อมกันนั้น ในจังหวะที่สองหมัดกระทบ ฉินฉางเซิงก็ไม่ลืมกระตุ้นห้วงวิญญาณทมิฬ ฉวยโอกาสสูบเอาพลังปราณของหวงซื่อมาหนึ่งสาย
หวงซื่อรับมืออย่างลวกๆ อยู่แล้ว ถูกหมัดของฉินฉางเซิงสั่นสะเทือนจนเซถลา
ฉินฉางเซิงฉวยจังหวะไล่ต้อน แม้ระดับบำเพ็ญจะยังไม่ฟื้นคืน แต่ในฐานะคุณชายน้อยแห่งตระกูลฉิน เขาผ่านการฝึกวิชาและกระบวนท่าที่เป็นระบบมาแล้ว
ต่อให้ไม่มีพลังปราณเพียงพอจะแสดงอานุภาพที่แท้จริงของวิชาได้ แต่เพียงทักษะการต่อสู้ หวงซื่อที่เป็นบ่าวรับใช้ตระกูลมู่ก็เทียบไม่ติด
อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเซถลา เสียหลัก ฉินฉางเซิงถีบใส่ช่วงล่างของอีกฝ่าย จากนั้นเคลื่อนร่างเข้าใช้ศอกกระแทก
หวงซื่อถูกโจมตีเข้าเต็มอก ร้องโหยหวนลั่น ร่างกระแทกพื้น
ฉินฉางเซิงยึดข้อมืออีกฝ่ายไว้ กระตุ้นห้วงวิญญาณทมิฬ เริ่มดูดกลืนพลังปราณในร่างของหวงซื่อ
แม้พลังปราณที่ห้วงวิญญาณทมิฬดูดกลืนมาได้ จะไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณของตนทั้งหมด แต่เพียงแค่แปรเปลี่ยนส่วนหนึ่งมาใช้ได้ ก็นับว่าเป็นสุดยอดวิชาที่ท้าทายฟ้าดินแล้ว
เทียบกับอดีตที่ห้วงวิญญาณทมิฬทำได้เพียงดูดกลืน มิอาจแปรเปลี่ยนมาใช้ได้ ห้วงวิญญาณทมิฬที่วิวัฒน์แล้วในยามนี้ นับเป็นห้วงวิญญาณระดับเทพ
ดังนั้น ต่อให้พลังปราณในร่างหวงซื่อจะมีไม่มากนัก แต่ขาเล็กของยุงก็ยังเป็นเนื้อ ได้ฟื้นคืนพลังปราณผ่านห้วงวิญญาณทมิฬบ้างก็ไม่เลว
“เจ้า...”
สัมผัสได้ถึงพลังปราณในร่างที่หลั่งไหลเข้าสู่ฝ่ามือฉินฉางเซิงไม่หยุด หวงซื่อทั้งตกใจทั้งโกรธ
ฉินฉางเซิงไม่เอ่ยวาจา สีหน้าเย็นชา เพียงชั่วไม่กี่สิบลมหายใจ ก็ดูดกลืนพลังปราณในร่างหวงซื่อสิ้น
พลังปราณในร่างของเขาก็กลับมาอิ่มเอมขึ้นอีกระดับ บำเพ็ญก็ฟื้นคืนสู่ขั้นฝึกลมปราณขั้นสอง
ดูดพลังปราณของอีกฝ่ายจนหมดเกลี้ยงแล้ว ฉินฉางเซิงปล่อยมือของหวงซื่อ แล้วยื่นมือไปบีบคอเขา
หวงซื่อถึงกับหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว “เจ้า...เจ้าจะทำอะไร หยุดนะ อย่าฆ่าข้า เป็นคุณชายมู่กับคุณหนูซีเอ๋อร์ที่สั่งให้พวกเรามา ข้า...”
“กร๊อบ!”
ฉินฉางเซิงไม่เสียเวลาพูดพร่ำ หักคออีกฝ่ายอย่างเรียบง่ายเด็ดขาด
“มู่ชิงซานกับฉินรั่วซีสินะ ข้าจะไปหาพวกเขาเอง!”
ฉินฉางเซิงพูดด้วยสีหน้าเยือกเย็น สายตากวาดมองจ้าวเสี่ยวซาน เห็นว่าก่อนหน้านี้ถูกเขาดูดพลังปราณจนหมดแล้วถูกถีบกระเด็น ยังถูกฝ่ามือของหวงซื่อฟาดเข้าเต็มหลังซึ่งเต็มไปด้วยเจตนาฆ่า บัดนี้ก็สิ้นลมตายไปแล้ว
จัดการสองคนเรียบร้อย ฉินฉางเซิงมิได้กลับตระกูลฉินในทันที
ในเมื่อมู่ชิงซานกับฉินรั่วซีไม่วางใจว่าเขาตกผาแล้วจะไม่ตาย ตอนนั้นก็น่าจะฆ่าเขาแล้วโยนศพทิ้งเสียก่อน ไม่มีความจำเป็นต้องส่งคนมาตรวจดูและทำลายร่องรอยอีก
แต่มาครานี้ อีกฝ่ายกลับส่งคนมาตรวจดู จัดการศพของเขา เป็นไปได้มากว่าสองคนนั้นเล่าเรื่องนี้ให้บุคคลที่สามรู้
เรื่องที่มู่ชิงซานกับฉินรั่วซีทำกับเขา จะบอกใครอื่นไม่ได้
เช่นนั้นบุคคลที่สามนี้ ก็คือบิดาของมู่ชิงซาน นั่นคือผู้นำตระกูลมู่ หรือไม่ก็บิดาของฉินรั่วซี นั่นคือฉินอวิ๋นไห่ ผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลฉิน
“ผู้นำตระกูลมู่นิสัยโอหัง มิอาจมีความคิดละเอียดอ่อนเช่นนี้”
“เช่นนี้แล้ว บุคคลที่สามนี้ก็เป็นได้แค่ฉินอวิ๋นไห่ผู้มีจิตคิดล้ำลึกเท่านั้น!”
ฉินฉางเซิงสูดลมหายใจลึก แววตายิ่งเยือกเย็นขึ้นอีก
ฉินอวิ๋นไห่ ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลฉิน และยังเป็นบิดาของฉินรั่วซี!
เดิมทีฉินอวิ๋นไห่ไม่ใช่คนตระกูลฉิน
กว่าสิบปีก่อน ฉินอวิ๋นไห่ถูกศัตรูไล่ล่า พร้อมฉินรั่วซีในห่อผ้าอ้อมหนีมายังเมืองต้าหวง บาดเจ็บสาหัสใกล้ตาย ล้มอยู่หน้าจวนตระกูลฉิน ได้รับการช่วยเหลือจากผู้นำตระกูลฉิน ซึ่งก็คือฉินจ้าน บิดาของฉินฉางเซิง
ต่อมาฉินอวิ๋นไห่กับฉินรั่วซีจึงพำนักอยู่ในตระกูลฉินด้วยกัน
เวลานั้นฉินอวิ๋นไห่ใจกว้างเปี่ยมวิญญาณ เข้ากันได้ดีกับฉินจ้านผู้เป็นบิดาของฉินฉางเซิง สุดท้ายยังสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบาน
ทว่า
ตั้งแต่หกปีก่อน หลังจากฉินจ้านสำรวจซากโบราณวังสุสานแล้วสาบสูญ
ฉินอวิ๋นไห่ก็ค่อยๆ เย็นชาและหม่นหมองขึ้น ดวงตาวาววับด้วยแววประหลาดตลอด ราวกับไม่มีขณะใดที่เขาจะไม่คิดคำนวณ
“ฉินอวิ๋นไห่ เป็นเจ้าจริงหรือที่เตือนให้พวกเขามาเชือดซ้ำข้า...”
ฉินฉางเซิงพึมพำแผ่วเบา ความเย็นยะเยือกในดวงตายิ่งเข้มข้น
หากเรื่องราวเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์จริง เช่นนั้นเขาจะกลับตระกูลฉินตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการหาที่ตาย
ยามนี้ระดับบำเพ็ญยังไม่ฟื้น หากหุนหันกลับตระกูลฉิน หากอีกฝ่ายจะลงมืออีก เขาไม่มีพลังปกป้องตนเองเลยสักนิด
กำมือแน่น ฉินฉางเซิงตัดสินใจฟื้นคืนพลังก่อน เมื่อมีพลังแก่กล้าพอแล้ว ไม่ต้องกังวลอีกฝ่ายลอบลงมืออีก ค่อยคิดกลับตระกูลฉินก็ยังไม่สาย!
จากนั้น ฉินฉางเซิงก็หาที่ลับตาอีกแห่ง ฝังศพของจ้าวเสี่ยวซานกับหวงซื่อ และค้นได้ยาลมปราณสองขวดจากร่างของทั้งสอง คุณภาพไม่ต่ำ คงเป็นค่าตอบแทนที่ทั้งสองมาทำการ “จัดการ” ศพของเขาในครั้งนี้