หาถ้ำได้แห่งหนึ่ง ฉินฉางเซิงนำทรัพยากรฝึกฝนทั้งหมดในตัว รวมถึงที่เพิ่งกวาดต้อนมาจากจ้าวเสี่ยวซานและหวงซื่อออกมา เริ่มฝึกฝนฟื้นฟูพลัง
กินยาลมปราณลงไปหนึ่งเม็ด เร่งพลังวัฏจักร พลังบริสุทธิ์จำนวนมากแปรเปลี่ยนเป็นลมปราณหลั่งไหลเข้าสู่ตันเถียนอย่างช้า ๆ
ทว่าปราณต่ำต้อย หลอมยาได้เชื่องช้า
“ถ้าความเร็วหลอมเป็นเช่นนี้ กว่าเราจะฟื้นฟูพลังปราณทั้งหมดได้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนเต็ม……”
ฉินฉางเซิงขมวดคิ้ว
“ถูกแล้ว ห้วงวิญญาณทมิฬของเราพัฒนาขึ้นแล้ว หลอมรวมพลังที่ถูกกลืนกินเป็นลมปราณบริสุทธิ์ดั่งใจนึก ไม่รู้ว่าจะสามารถกลืนพลังจากยาได้หรือไม่?”
ฉินฉางเซิงนึกถึงห้วงวิญญาณทมิฬ พลันจิตสั่ง ร่ายห้วงวิญญาณทมิฬ
ทันใดนั้น แรงโอสถเข้มข้นมหาศาลจากในเม็ดยาก็พลุ่งพล่านออกมา ถูกห้วงวิญญาณทมิฬกลืนกิน ก่อนจะถูกแปรสภาพเป็นลมปราณบริสุทธิ์ปราดเปรียว หลั่งไหลเวียนทั่วร่างฉินฉางเซิงครบหนึ่งรอบ แล้วจึงไหลไปรวมยังตันเถียน
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ยาลมปราณก็ถูกหลอมจนหมดสิ้น
“รวดเร็วปานนี้!”
ฉินฉางเซิงดีใจยิ่ง ทว่ากลับสังเกตเห็นข้อเสียจากการหลอมยาด้วยห้วงวิญญาณทมิฬ
“พลังที่ห้วงวิญญาณทมิฬกลืนกินนั้นไม่อาจเปลี่ยนรูปได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าตอนกลืนยา อัตราการเปลี่ยนกลับสูงกว่าตอนกลืนลมปราณจากบ่าวตระกูลมู่ก่อนหน้านี้มากนัก”
“แม้หลอมยาด้วยห้วงวิญญาณทมิฬจะสูญเสียไม่น้อย ทว่าความเร็วในการหลอมนั้นเร็วกว่าการหลอมปกติหลายสิบเท่า!”
ฉินฉางเซิงแววตาวาวโรจน์ เร่งใช้ห้วงวิญญาณทมิฬฝึกฝนต่อไป
“ฝึกปราณขั้นสาม”
“ฝึกปราณขั้นสี่”
“……”
เพียงชั่วคืนเดียว ฉินฉางเซิงก็หลอมโอสถและศิลาวิญญาณตรงหน้าจนหมด พลังปราณก็ฟื้นฟูกลับสู่ขั้นหลอมปราณสาม!
ลำดับขั้นนักยุทธ จากต่ำไปสูง แบ่งเป็นขั้นฝึกปราณ ขั้นหลอมปราณ ขั้นหลุดพ้นปุถุชน ขั้นปราณปฐพี ขั้นตำหนักเต๋า ขั้นน้ำพุชีพจร ขั้นหมื่นสรรพสิ่ง ขั้นแท่นเซียน
เหนือขั้นแท่นเซียนขึ้นไป คือลำดับขั้นผู้บำเพ็ญในตำนาน
เล่าลือกันว่า ผู้บำเพ็ญเหนือขั้นแท่นเซียนนั้น เคลื่อนภูผา ควักมหาสมุทร ช้อนดาวหมายจันทร์า ได้ทุกสิ่ง
ทว่าสิ่งเหล่านี้สำหรับฉินฉางเซิงแล้วยังห่างไกลนัก
แสงอรุณสาดลอดสู่ภายในถ้ำ
ฉินฉางเซิงลุกขึ้นยืน ก้าวออกจากถ้ำ
“ทรัพยากรฝึกฝนที่พกมาหมดสิ้นแล้ว แต่พลังปราณฟื้นฟูกลับมาแค่ขั้นหลอมปราณสาม……”
ฉินฉางเซิงเหลือบมองไปทางเมืองต้าหวงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปอีกทาง กระโจนทะยานหายวับไป
เดิมทีเขามีพลังปราณขั้นหลอมปราณห้า
ขั้นหลอมปราณสามนั้นยังไม่ถึงลำดับพลังปราณเดิมของเขา
ที่จริงแล้ว หากไม่ใช่เพราะหลายปีมานี้คอยขจัดพิษเย็นให้นางฉินรั่วซีจนทำลายรากฐานและพรสวรรค์ ด้วยศักยภาพของเขาแล้ว พลังปราณเดิมต้องไม่หยุดแค่ขั้นหลอมปราณห้าแน่นอน กระทั่งไม่แพ้มู่ชิงซาน การบรรลุถึงขั้นหลุดพ้นปุถุชนก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
“เรื่องในอดีตล้วนเป็นบทเรียน จากนี้ข้าจะไม่ทำผิดซ้ำสอง!”
ฉินฉางเซิงแววตาเด็ดเดี่ยว ร่างกายปราดเปรียว เพียงไม่กี่กระโดดก็หายลับไปไกล
ทรัพยากรฝึกฝนในตัวหมดสิ้นแล้ว พลังปราณก็ยังไม่ฟื้นคืนถึงจุดสูงสุด ในตอนนี้ เขาจึงตั้งใจจะไปยังเทือกเขาอสูร เพื่อใช้พลังอสูรที่นั่นช่วยฟื้นฟูและยกระดับพลังปราณต่อ
……
“ตู้ม!”
เทือกเขาอสูร กลางป่าทึบ ฉินฉางเซิงปล่อยหมัดหนึ่งกระแทกหมาป่าวายุอสูรขั้นหนึ่งขั้นปลายกระเด็นหวือ จากนั้นใช้ชีพจรอสูรกลืนกิน ดูดกลืนพลังภูตพรายในร่างหมาป่าวายุอสูรโดยตรง
พลังภูตพรายสายหนึ่งแปรเป็นธารอุ่นหลั่งไหลเข้าสู่ร่างฉินฉางเซิง ถูกห้วงวิญญาณทมิฬแปรเปลี่ยนเป็นลมปราณบริสุทธิ์หนึ่งเส้น
หลายสิบลมหายใจผ่านไป ฉินฉางเซิงลุกขึ้น
“อสูรขั้นหนึ่งขั้นปลาย ก็เทียบเท่านักยุทธฝึกปราณขั้นเจ็ดถึงเก้า พลังภูตพรายในตัวช่างน้อยนัก ข้าต้องหาอสูรที่แข็งแกร่งกว่านี้!”
ฉินฉางเซิงพึมพำ
“ฟึ่บ!”
ในพงหญ้ามีเสียงเคลื่อนไหว ตามด้วยเสียงอากาศปริแตก เงาดำสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ฉินฉางเซิง
ฉินฉางเซิงตอบสนองทันใด รวบรวมลมปราณที่มือทั้งสอง คว้าจับเงานั้นไว้
เงานั้นกลายเป็นงูพิลึกยาวสามฉื่อ ลำตัวเรียบลื่น ศีรษะแหลม พุ่งตัวราวเส้นดำสนิท นี่คืออสูรขั้นสองขั้นต้น อสรพิษเส้นเหล็ก
อสูรขั้นสองขั้นต้น เทียบเท่านักยุทธขั้นหลอมปราณหนึ่งถึงขั้นหลอมปราณสาม
ฉินฉางเซิงจับอสรพิษเส้นเหล็กไว้ มือทั้งสองกระชากฉับ รวบรัดคอมันไว้ ก่อนจะใช้ห้วงวิญญาณทมิฬดูดกลืนพลังภูตพรายในตัวอสรพิษเส้นเหล็กอย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว
แม้อสรพิษเส้นเหล็กตัวจะเล็กกว่าหมาป่าวายุอสูรมากนัก แต่พลังภูตพรายที่สะสมไว้ในตัวกลับมากมายกว่าหลายเท่า
ครู่เดียว พลังภูตพรายในตัวอสรพิษเส้นเหล็กก็ถูกฉินฉางเซิงดูดกลืนจนหมดสิ้น กลายสภาพอ่อนเปลี้ยหนักหนา ตัวอ่อนยวบห้อยตกลงมา
ฉินฉางเซิงทิ้งอสรพิษเส้นเหล็ก แล้วพุ่งทะยานเข้าป่าลึกเสาะหาอสูรตัวอื่นต่อ
และขณะที่ฉินฉางเซิงเข้าไปฝึกฝนในเทือกเขาอสูรนั้น
เงาร่างหลายสายมาถึงใต้ยอดเขาจื่ออวิ๋น
“จ้าวเสี่ยวซานกับหวงซื่อไม่ได้อยู่ที่นี่ ศพฉินฉางเซิงก็หายไปแล้ว”
เงาร่างหลายสายค้นหาอยู่ใต้ยอดเขาจื่ออวิ๋นรอบหนึ่ง หนึ่งในนั้นขมวดคิ้วเอ่ย
เมื่อคืนตอนฉินฉางเซิงหาถ้ำได้และฝึกฝน กลางคืนฝนก็ตกลงมาอีกระลอก ร่องรอยต่อสู้ของพวกเขาถูกสายฝนซัดลบเลือนหมด
ส่วนศพของจ้าวเสี่ยวซานกับหวงซื่อก็ถูกฉินฉางเซิงฝังไว้ในที่ค่อนข้างลับตา ไม่ค้นหาอย่างถี่ถ้วนก็ยากจะพบ
ทว่าพวกเขาออกค้นหาอย่างละเอียดรอบหนึ่ง กลับพบถ้ำที่ฉินฉางเซิงใช้ฝึกเมื่อวาน
รวมถึงร่องรอยที่ฉินฉางเซิงทิ้งไว้ตอนออกจากถ้ำมุ่งไปเทือกเขาอสูร
“ที่นี่มีรอยเท้า มุ่งไปทางเทือกเขาอสูร”
“ดูจากรอยเท้าน่าจะเป็นคนผู้เดียว รอยเท้าลึกเล็กน้อย ระยะห่างหนึ่งจ้าง เป็นรอยนักยุทธเร่งฝีเท้าทิ้งไว้ และเป็นรอยเมื่อเช้านี้”
“คงไม่ใช่ไอ้ฉินฉางเซิงนั่นยังไม่ตาย แล้วทิ้งรอยไว้หรอกนะ?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ไอ้นั่นตกจากหน้าผาสูงขนาดนั้น ต่อให้รอดตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัส แล้วยังถูกคุณชายน้อยทำลายตันเถียนสูญสิ้นพลังปราณ จะปราดเปรียวกระโดดทีละหนึ่งจ้างได้อย่างไร!”
“ถ้าเช่นนั้นเราควรตามไปดูหรือไม่? ดูจากรอยที่นี่ คนผู้นี้คงอยู่แถวนี้เมื่อคืน บางทีอาจรู้เรื่องอะไรบ้าง”
“หากผู้นี้ไปเทือกเขาอสูรจริง เราตามไปก็ใช่ว่าจะหาตัวพบ กลับเถอะ นำเรื่องไปแจ้งคุณชายน้อย”
……
จวนตระกูลมู่
“อะไรนะ? ศพฉินฉางเซิงหายไป จ้าวเสี่ยวซานกับหวงซื่อก็หายสาบสูญ?”
ฟังรายงานจากคนตรงหน้า มู่ชิงซานขมวดคิ้ว “พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าค้นหาทั่วบริเวณแล้ว? ไม่พบศพฉินฉางเซิง?”
“คุณชายน้อย พวกเราค้นหาอยู่แถบตีนเขาจื่ออวิ๋นนานมาก ไม่พบร่องรอยพวกเขาเลยขอรับ แต่พบรอยนักยุทธเร่งฝีเท้าทิ้งไว้สายหนึ่ง……”
หลายคนตอบ
มู่ชิงซานฟังแล้วโบกมือ “รอยนักยุทธเร่งฝีเท้าทิ้งไว้? จ้าวเสี่ยวซานกับหวงซื่อก็แค่ขั้นฝึกปราณสามกับสี่ ยังก้าวทีละหนึ่งจ้างไม่ได้ ฉินฉางเซิงถูกเราทำลายตันเถียนสูญสิ้นพลังปราณแล้ว ยังตกผา โอกาสตายสูงมาก ต่อให้รอดก็ต้องบาดเจ็บสาหัส ก้าวทีละหนึ่งเช่นนั้นก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน น่าจะเป็นแค่นักยุทธผ่านทาง”
“ส่วนศพฉินฉางเซิง หาไม่พบก็ช่างเถอะ ยังไงก็คนตายแล้ว บางทีอาจถูกสัตว์ป่ากินไปแล้วก็ได้ ต่อให้ถอยหลังไปหมื่นก้าว ฉินฉางเซิงนั่นรอดกลับตระกูลฉินไปได้ก็ทำอะไรไม่ได้ เป็นแค่ขยะคนหนึ่ง ฉินจ้านผู้เป็นพ่อมันก็หายสาบสูญมาหกปีแล้ว ในตระกูลฉินจะเหลือใครยอมออกหน้าเพื่อไอ้ขยะคนนี้ จนถึงขั้นแตกหักกับตระกูลมู่ข้า?”
พูดจบ มู่ชิงซานก็โบกมือ สั่งคนพวกนั้น “พวกเจ้าไปแจ้งซีเอ๋อร์กับบิดาของนางที บอกว่าศพฉินฉางเซิงจัดการเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องกังวล”
ส่วนจ้าวเสี่ยวซานกับหวงซื่อที่หายสาบสูญ มู่ชิงซานก็ขี้เกียจเสียเวลาคิดต่อ เป็นแค่ทาสชั้นต่ำสองคน หายไปก็หายไป