แม่เฉินรับเงินไปแล้วส่งสายตาราวกับจะบอกว่า “อย่างน้อยแกก็ยังรู้จักหน้าที่” จากนั้นก็หยิบธนบัตรใบละหนึ่งหยวนห้าใบจากปึกเงิน ยื่นให้เฉินเสียงหยางพลางพูดว่า
“เอาเงินนี่ไปไว้ใช้จ่ายจิปาถะ แกก็โตแล้ว รอแกแต่งงานกับเฟิงอิงเมื่อไร แม่จะแบ่งเงินเก็บของบ้านให้แกส่วนหนึ่ง ต่อไปครอบครัวเล็กของแกก็ให้เฟิงอิงเป็นคนดูแลจัดการ”
เฉินเสียงหยางเข้าใจความหมายของแม่ คือแยกเงินแต่ไม่แยกบ้าน ยังคงอยู่ด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน แต่เงินที่หาได้เป็นของแต่ละคน ตระกูลเฉินมีที่ดิน เพียงพอจะเลี้ยงน้อง ๆ ได้ อีกอย่างหลังแต่งงาน เฉินเสียงหยางจะขายเหยื่อที่ล่าได้แล้วเอาเงินให้ภรรยา แต่เนื้อที่กินกันตามปกติก็ไม่ขาดมือคนในบ้านอยู่ดี เพราะอย่างไรก็ยังกินข้าวด้วยกัน
เฉินเสียงหยางรับเงินมาแล้ว ก็หยิบเงินห้าสิบเจ็ดหยวนสามเหมาออกจากปึกที่จะนำไปแบ่ง ยื่นให้ชุ่นจื้อพร้อมพูดว่า
“เอาเงินนี่ไป อย่าเอาไปใช้มั่วซั่วล่ะ ดีที่สุดคือเอาไปให้พ่อแม่แกเก็บไว้เป็นค่าสินสอด แกเองก็โตเป็นหนุ่มแล้ว ถ้ามีคนที่ชอบ ช่วงหมอบหนาวแบบนี้ก็รีบหมั้นหมายกันไว้ก่อน ปีหน้าแต่งงานก็ยังทัน”
“รู้แล้วครับ พี่เสียงหยาง งั้นผมกลับบ้านไปเอาเงินให้แม่ก่อนนะครับ”
ชุ่นจื้อรับเงินไปแล้วตอบเสียงเบาอย่างกระดากอาย ถึงอย่างไรก็ยังเป็นหนุ่มวัยสิบเจ็ดที่ไม่เคยใกล้ชิดผู้หญิง พอพูดถึงเรื่องนี้ย่อมต้องเขินเป็นธรรมดา
“ไปเถอะ อย่าลืมว่ามะรืนนี้ต้องเข้าป่า”
“รู้แล้วครับพี่”
หลังจากมองชุ่นจื้อเดินจากไป เฉินเสียงหยางก็เริ่มเดินแจกเงินตามบ้านทีละหลัง ทุกครั้งที่เข้าไปบ้านไหนก็ต้องทักทายพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง เจ้าของบ้านชวนกินข้าว เฉินเสียงหยางปฏิเสธแล้ว แต่เจ้าของบ้านก็ยังยัดของป่ามาให้ไม่น้อย
