เวลานี้ประตูรั้วบ้านตระกูลอวี้เปิดกว้าง ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนกำลังสูบบุหรี่อยู่ในลานบ้าน ส่วนในเรือนก็มีเสียงพูดคุยกันของเหล่าสตรี ยุคนี้ผู้หญิงกลับเสียงดังกว่าผู้ชายเสียอีก
พอเห็นครอบครัวของเฉินเสียงหยางเดินมา ทุกคนก็พากันเข้ามาต้อนรับ คนที่นำหน้าคือท่านปู่อวี้ ตามด้วยอวี้เหรินกว่าง เหรินจื้อ และเหรินเซิง ทั้งสามเป็นลูกชายแท้ ๆ ของท่านปู่อวี้ นอกจากนี้ยังมีญาติพี่น้องอีกสี่ห้าคน คนเหล่านี้เป็นคนรุ่นที่สองของตระกูลอวี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนรุ่นของเฟิ่วเอ่ยเป็นคนรุ่นที่สาม
ด้านหลังคนกลุ่มนี้มีชายหนุ่มกำยำอายุไล่เลี่ยกันกับเฉินเสียงหยางหรือมากกว่าเล็กน้อยอยู่แปดเก้าคน บางคนเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของเฟิ่วเอ่ย บางคนเป็นลูกพี่ลูกน้อง เมื่อเห็นแล้วเฉินเสียงหยางก็รู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ นี่ยังมาแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
เขายังจำได้ว่าเมื่อก่อน ตอนหมู่บ้านหยางชู่กับหมู่บ้านเขาเก๊าชานมีเรื่องกัน คนรุ่นที่สองกับรุ่นที่สามของตระกูลอวี้แค่เรียกออกมาก็มีตั้งสามสี่สิบคนแล้ว ในสมัยก่อนมีคนมากขนาดนี้ก็ไม่มีใครกล้ารังแก ต่อให้เกิดเรื่องขึ้น พอมีตระกูลอวี้อยู่ ตระกูลเฉินก็ไม่เคยต้องเดือดร้อน
“โอ้ เต๋ออันมาแล้ว เชิญเข้าบ้านเร็ว”
ทันทีที่ทั้งสองฝ่ายพบกัน เสียงหัวเราะร่าเริงของท่านปู่อวี้ก็ดังขึ้น จากนั้นผู้เฒ่าทั้งสองก็จับมือกันแน่น เฉินเสียงหยางที่ยืนอยู่ข้างหลังปู่ถึงกับมุมปากกระตุกเล็กน้อย
ปกติเวลาผู้เฒ่าทั้งสองเจอกัน ท่านปู่อวี้จะเรียกปู่ว่า ‘เฉินคนซื่อ’ ส่วนปู่เรียกท่านปู่อวี้ว่า ‘อวี้ปีศาจเฒ่า’ ทั้งสองเรียกกันแบบนี้มาครึ่งค่อนชีวิต จู่ ๆ เปลี่ยนมาเรียกกันอย่างเป็นทางการ เฉินเสียงหยางกับคนอื่น ๆ จึงรู้สึกไม่ค่อยชิน
