ชายชราทั้งสองคุยกับสวีเซิ่งต่ออีกราวหนึ่งชั่วโมง ก่อนกลับต่างก็ทิ้งนามบัตรไว้ให้เขาคนละใบ
“เสี่ยวสวี ต่อไปถ้ามีธุระอะไรในเมืองหลวงมณฑล ก็มาหาพวกอานะ”
“ครับ!”
หลังจากส่งทั้งสองคนกลับไป กู้เจิ้นหัวก็ปิดประตู แล้วหันมามองสวีเซิ่ง
“ไอ้เด็กคนนี้นี่”
“พ่อมีอะไรจะพูดครับ”
“พ่อดูออกแล้วล่ะ”
ชายชราส่ายหน้า “แกมันเหมือนก้อนเนื้อที่กลิ้งไปกลิ้งมาได้ ต่อให้ไปอยู่ที่ไหนก็สร้างเรื่องให้เป็นชิ้นเป็นอันได้ทั้งนั้น”
สวีเซิ่งหัวเราะแหะ ๆ
หลินซู่เฟินหัวเราะอยู่ข้าง ๆ “เหล่ากู้ เลิกปากแข็งได้แล้ว ลูกชายเก่งขนาดนี้ ในใจนายคงดีใจยิ่งกว่าใครเสียอีก”
“ลูกชาย?” กู้เจิ้นหัวเหลือบมองเธอ “เขาเป็นลูกเขยต่างหาก”
“ลูกเขยก็เหมือนลูกชายครึ่งหนึ่งนั่นแหละ!” หลินซู่เฟินถลึงตาใส่
ชายชราจนใจ ได้แต่โบกมือ
ตอนกลางคืน กู้เจิ้นหัวเรียกสวีเซิ่งไปที่ห้องหนังสือ
ในห้องมีเพียงโคมไฟตั้งโต๊ะดวงหนึ่ง แสงสีเหลืองนวลส่องสลัว
ชายชราหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก แล้วยื่นให้สวีเซิ่ง
“ลองดูสิ”
สวีเซิ่งรับมาเปิดดู
ในสมุดจดข้อความไว้แน่นขนัด ทั้งชื่อเจ้าหน้าที่ หน่วยงาน เบอร์โทรศัพท์ รวมถึงข้อควรระวังในการทำธุรกิจอีกหลายอย่าง
